วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

German Negative Yeild Treasury Bond


ปัจจุบันนี้เราจะเห็นวิธีการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศ EU บ่อยครั้ง ซึ่งการระดมทุนของประเทศต่างๆนั้น หากเรามองในภาพกว้าง โดยการเปรียบเทียบ ประเทศนั้นเป็นบริษัทขนาดใหญ่บริษัทหนึ่ง จะได้ว่าทรัพย์สินของประเทศนั้น จะเท่ากับ ทุนของประเทศเอง (รวมถึงรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษี) รวมกับสิ่งที่กู้ยืมมา




          ในช่วงสภาวะวิกฤตกำลังจะเกิดแบบนี้ เครื่องมือที่เราจะได้ยินกันบ่อยๆก็คือ มาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งก็คือการลดรายจ่ายประเทศ และเพิ่มรายได้ (ภาษีนั่นเอง) ในส่วนนี้เป็นเครื่องมือการเพิ่ม Equity ของประเทศ และ เครื่องมืออีกชิ้นก็คือ พันธบัตรรัฐบาล (Government Treasury Bonf) ซึ่งเป็นการระดมกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มในส่วน Liabilities ของประเทศ

           ตามทฤษฎีแล้ว พัธบัตรรัฐบาล จะถือว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากนักลงทุนหลายๆคนจะคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม รัฐบาลไม่มีวันหนีหนี้อย่างแน่นอน แต่ใช่ว่าจะไม่เคยมีการหนีหนี้เกิดขึ้นจากเครื่องมือนี้ครับ ปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยอยู่ด้วย แม้ว่าประเทศเราจะได้ Credit Rating ที่ค่อยข้างจะไม่ดีนักก็ตาม

           การออกพัธบัตรรัฐบาลนั้นจะถึงกำหนดด้วยวันสิ้นอายุและอัตราผลตอบแทน ในระยะต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐบาลในการออกแบบโครงสร้างเงินทุนของประเทศ ว่าต้องการจะระดมทุนสำหรับระยะยาวหรือเพียงใช้ระยะสั้น

German Treasury Bond



          จากรูปภาพจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันเยอรมันได้ออกแบบโครงสร้างพันธบัตรรัฐบาลเป็นสองช่วง ซึ่งก็คือช่วงที่มีอัตราผลตอบแทนเป็นลบ (ระยะต่ำกว่า 2ปีลงมา) และช่วงที่อัตราผลตอบแทนเป็นบวก (ระยะมากกว่า 2 ปีขึ้นไป) สิ่งนี้ทำให้เราตีความได้สองแบบ แบบแรกคือรัฐบาลต้องการลดหนี้ลงในระยะสั้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนมากกว่า ในกรณีนี้คือ ผู้คนไม่สนใจซื้อพันธบัตรรัฐบาลนี้สักเท่าไหร่ แต่หากยังมีความต้องการในตัวพันธบัตรแบบนี้สูงอยู่ การตีความก็จะเป็นอีกแบบ ซึ่งก็คือ ผู้คนกลัวที่จะไปฝากเงินกับธนาคาร หรือ การลงทุนในภาคอื่นๆ ถึงกับยอมซื้อพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าจะมีผลตอบแทนติดลบก็ตาม

          หากเราตีความในแบบแรก นั่นหมายความว่า หนี้ของรัฐบาลเยอรมันสูงเกิดไปจึงมีความจำเป็นจะต้องลดภาระในส่วนนี้ลง




          จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าภาระหนี้รัฐบาลของเยอรมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี 2008 และ แจะระดับ 80% ในปี 2011 ซึ่งตรงกับการลดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของเยอรมันให้อยู่ในช่วงติดลบพอดี

          สภาพเศรษฐกิจของเยอรมันนั้น พันธบัตรรัฐบาล ยังมีทิศทางสัมพันธ์กับ ดัชนีตลาดหุ้น อีกด้วย อาจจะแปลได้ว่า การลงทุนในภาครัฐของเยอรมันนั้นค่อนข้างมีผลกับภาคตลาดหุ้นมากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นนั้นมีทิศทางตรงกันข้ามกับพันธบัตรรัฐบาล ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ ปริมาณเงินที่ลงทุนในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลจะไหลมาที่ตลาดทุนมากขึ้น





          อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปัจจุบันคือ การจัดการปัญหาวิกฤตยุโรปที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค รวมถึงการบริหารด้านการเงิน การป้องกัน Capital Flight (ดังที่ได้เคยอธิบายในบทความเก่าๆ) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจทั้งหลายในขณะนี้ 

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใช้ทิศทางเศรษฐกิจในอดีตมองแนวโน้มในอนาคต

ช่วงนี้งานค่อนข้างรัดตัวครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังติดตามข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้ง ศึกษาข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่ได้ยินข่าวสารเรื่องวิกฤตหนี้ของกรีซอยู่บ่อยๆ ผมจึงไปศึกษาหาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานต่างๆและได้พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆตัว จึงได้จัดทำบทความตอนหนึ่งขึ้นมาครับ

บทความที่จะกล่าวต่อไปนี้มาจากการสังเกตุเห็นความคล้ายคลึงกันของวิกฤตของประเทศไทยในปี 1997 และ วิกฤตของกรีซในปัจจุบัน ทำให้ผมลองไปหาข้อมูลในอดีตหลายๆอย่าง เพราะผมค่อนข้างเชื่อคำว่า "History repeats itself" ครับ

อย่างไรก็ตามผมได้ Upload PDF File ไว้ให้สำหรับผู้ที่สนใจลองศึกษาดูได้ครับ แต่เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ผมจัดทำขึ้นมาจากความเข้าใจและการหาข้อมูลเพียงคนเดียว จึงโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและตัดสินใจ ด้วยครับ


Download PDF
http://www.4shared.com/office/-eYxey9V/Thai_Economic_history_1987_-_2.html


















ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

Money vs Currency

นักลงทุนหลายๆคน มักจะมองการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงแต่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น และมักจะมองเงินทุนจากต่างชาติเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนขอบเขตมุมมองของเราเสียใหม่ว่าตลาดที่เราสามารถไปลงทุนได้ในทุกตลาด ก็จะพบว่าทิศทางของตลาดทั่วโลกนี้ก็จะถูกกำหนดด้วย Fund Flow
ผมมักจะอธิบายพฤติกรรมของ Fund Flow กับฝูงนกย้ายถิ่น  ซึ่งเมื่อฝูงนกย้ายถิ่นไปที่ไหนก็จะมีฝูงอื่นๆพากันตามไปด้วย และเมื่อไหร่ที่พบว่าที่ ที่ตนย้ายมาอยู่นั้นเริ่มไม่อุดมสมบูรณ์ ก็ทำการย้ายถิ่นใหม่อีกครั้ง เป็นวัฐจักรเช่นนี้เรื่อยไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติของการลงทุน หากนักลงทุนเห็นว่ามีอีกที่ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าบนความเสี่ยงที่เท่ากันแล้ว ก็ย่อมจะต้องหันไปลงทุนในที่ใหม่นั้นแน่ๆ 

จริงๆแล้วมันก็คงไม่มีอะไรผิดปรกติจากเหตุการณ์นี้ หากเสียแต่ว่า Fund Flow ตัวนี้เพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีมูลค่าเท่าเดิม! เพราะว่าด้วยมาตรการทางการเงินของอเมริกาได้เอื้อให้อเมริกาสามารถเพิ่มจำนวนเงินดอลล่าออกมาได้มากตามที่ต้องการ สิ่งนี้นี่เองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะอธิบายให้ทุกๆคนเข้าใจก่อนจะพูดถึง ความอันตรายของการเพิ่มเงินดอลล่าของอเมริกา ก็คือ ความแต่ต่างระหว่าง Money และ Currency สองคำนี้อาจจะคล้ายกันแต่ความหมายของมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

Money (เงิน) ก็คือ การดาษแผ่นหนึ่งหรือเหรียญหนึ่งเหรียญ โดยวัสดุที่ใช้ในการผลิตนั้นมีมูลค่าน้อยมาก แต่ผู้คนได้ยอมรับ ในตัวมูลค่าของสิ่งที่ผลิตขึ้นมา ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ แบงค์ 1,000 บาท ตัววัสดุของมันเองคงมีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาทอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ?

Currency (สกุลเงิน) ก็คือ หน่วยของ เงิน ที่ถูกผลิตออกมานั้นๆ ซึ่งหน่วยของเงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน

ซึ่งหากทำความเข้าใจใน Currency จะเห็นว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เศรษฐกิจของโลกมีเสถียรภาพมากที่สุด กล่าวคือ เครื่องมือนี้จะช่วยกำกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินแต่ละหน่วย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆก็คือ สมมุติว่าปีที่แล้วประเทศ A มีงบการเงินเกินดุลการค้า (เงินเข้าประเทศมากกว่าออกนอกประเทศ) ก็จะทำให้ค่าเงินของสกุลเงินตัวนี้แข็งค่าขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่ทำให้ประเทศ A ไม่สามารถเชิงความได้เปรียบทางการค้าจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ก็จะเริ่มขาดดุลทางการค้า (เงินออกนอกประเทศมากกว่าเงินเข้าประเทศ) และทำให้ค่าเงินของสกุลเงินตัวนี้อ่อนค่าลง


(Chart Source: sharelynx.com)

ระบบนี้เปรียบได้เหมือนกับว่า ทุกประเทศมีแก้วน้ำซึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว ประเทศละใบ แล้วก็ผลัดกันเทน้ำแบ่งให้กันไปมาเรื่อยๆ ในระยะเวลาหนึ่งๆก็ย่อมจะมีบางประเทศที่มีน้ำในแก้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ย่อมทำให้ต้องมีประเทศบางประเทศมีน้ำน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน

แต่ความสมดุลตรงนี้ถูกรบกวนโดยการผลิตเงินเพิ่มของสหรัฐอเมริกา โดยการเพิ่มเงินสู่ระบบในวิธีใช้เงินจากรัฐบาลซื้อบอร์นจากบริษัทต่างๆ ทำให้ปริมาณของสกุลเงินดอลล่าเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของเงินถูกบิดเบือนออกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนจึงจับตาดูการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกากันอย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้นการแบ่งส่วนการลงทุนลงไปในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแน่นอน เช่น ทองคำ หรือที่ดิน บางส่วนก็น่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงในสิ่งที่บรรยายมาได้อย่างดี