วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

German Negative Yeild Treasury Bond


ปัจจุบันนี้เราจะเห็นวิธีการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศ EU บ่อยครั้ง ซึ่งการระดมทุนของประเทศต่างๆนั้น หากเรามองในภาพกว้าง โดยการเปรียบเทียบ ประเทศนั้นเป็นบริษัทขนาดใหญ่บริษัทหนึ่ง จะได้ว่าทรัพย์สินของประเทศนั้น จะเท่ากับ ทุนของประเทศเอง (รวมถึงรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษี) รวมกับสิ่งที่กู้ยืมมา




          ในช่วงสภาวะวิกฤตกำลังจะเกิดแบบนี้ เครื่องมือที่เราจะได้ยินกันบ่อยๆก็คือ มาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งก็คือการลดรายจ่ายประเทศ และเพิ่มรายได้ (ภาษีนั่นเอง) ในส่วนนี้เป็นเครื่องมือการเพิ่ม Equity ของประเทศ และ เครื่องมืออีกชิ้นก็คือ พันธบัตรรัฐบาล (Government Treasury Bonf) ซึ่งเป็นการระดมกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มในส่วน Liabilities ของประเทศ

           ตามทฤษฎีแล้ว พัธบัตรรัฐบาล จะถือว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากนักลงทุนหลายๆคนจะคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม รัฐบาลไม่มีวันหนีหนี้อย่างแน่นอน แต่ใช่ว่าจะไม่เคยมีการหนีหนี้เกิดขึ้นจากเครื่องมือนี้ครับ ปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยอยู่ด้วย แม้ว่าประเทศเราจะได้ Credit Rating ที่ค่อยข้างจะไม่ดีนักก็ตาม

           การออกพัธบัตรรัฐบาลนั้นจะถึงกำหนดด้วยวันสิ้นอายุและอัตราผลตอบแทน ในระยะต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐบาลในการออกแบบโครงสร้างเงินทุนของประเทศ ว่าต้องการจะระดมทุนสำหรับระยะยาวหรือเพียงใช้ระยะสั้น

German Treasury Bond



          จากรูปภาพจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันเยอรมันได้ออกแบบโครงสร้างพันธบัตรรัฐบาลเป็นสองช่วง ซึ่งก็คือช่วงที่มีอัตราผลตอบแทนเป็นลบ (ระยะต่ำกว่า 2ปีลงมา) และช่วงที่อัตราผลตอบแทนเป็นบวก (ระยะมากกว่า 2 ปีขึ้นไป) สิ่งนี้ทำให้เราตีความได้สองแบบ แบบแรกคือรัฐบาลต้องการลดหนี้ลงในระยะสั้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนมากกว่า ในกรณีนี้คือ ผู้คนไม่สนใจซื้อพันธบัตรรัฐบาลนี้สักเท่าไหร่ แต่หากยังมีความต้องการในตัวพันธบัตรแบบนี้สูงอยู่ การตีความก็จะเป็นอีกแบบ ซึ่งก็คือ ผู้คนกลัวที่จะไปฝากเงินกับธนาคาร หรือ การลงทุนในภาคอื่นๆ ถึงกับยอมซื้อพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าจะมีผลตอบแทนติดลบก็ตาม

          หากเราตีความในแบบแรก นั่นหมายความว่า หนี้ของรัฐบาลเยอรมันสูงเกิดไปจึงมีความจำเป็นจะต้องลดภาระในส่วนนี้ลง




          จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าภาระหนี้รัฐบาลของเยอรมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี 2008 และ แจะระดับ 80% ในปี 2011 ซึ่งตรงกับการลดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของเยอรมันให้อยู่ในช่วงติดลบพอดี

          สภาพเศรษฐกิจของเยอรมันนั้น พันธบัตรรัฐบาล ยังมีทิศทางสัมพันธ์กับ ดัชนีตลาดหุ้น อีกด้วย อาจจะแปลได้ว่า การลงทุนในภาครัฐของเยอรมันนั้นค่อนข้างมีผลกับภาคตลาดหุ้นมากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นนั้นมีทิศทางตรงกันข้ามกับพันธบัตรรัฐบาล ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ ปริมาณเงินที่ลงทุนในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลจะไหลมาที่ตลาดทุนมากขึ้น





          อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปัจจุบันคือ การจัดการปัญหาวิกฤตยุโรปที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค รวมถึงการบริหารด้านการเงิน การป้องกัน Capital Flight (ดังที่ได้เคยอธิบายในบทความเก่าๆ) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจทั้งหลายในขณะนี้ 

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใช้ทิศทางเศรษฐกิจในอดีตมองแนวโน้มในอนาคต

ช่วงนี้งานค่อนข้างรัดตัวครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังติดตามข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้ง ศึกษาข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่ได้ยินข่าวสารเรื่องวิกฤตหนี้ของกรีซอยู่บ่อยๆ ผมจึงไปศึกษาหาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานต่างๆและได้พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆตัว จึงได้จัดทำบทความตอนหนึ่งขึ้นมาครับ

บทความที่จะกล่าวต่อไปนี้มาจากการสังเกตุเห็นความคล้ายคลึงกันของวิกฤตของประเทศไทยในปี 1997 และ วิกฤตของกรีซในปัจจุบัน ทำให้ผมลองไปหาข้อมูลในอดีตหลายๆอย่าง เพราะผมค่อนข้างเชื่อคำว่า "History repeats itself" ครับ

อย่างไรก็ตามผมได้ Upload PDF File ไว้ให้สำหรับผู้ที่สนใจลองศึกษาดูได้ครับ แต่เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ผมจัดทำขึ้นมาจากความเข้าใจและการหาข้อมูลเพียงคนเดียว จึงโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและตัดสินใจ ด้วยครับ


Download PDF
http://www.4shared.com/office/-eYxey9V/Thai_Economic_history_1987_-_2.html


















ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

Money vs Currency

นักลงทุนหลายๆคน มักจะมองการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงแต่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น และมักจะมองเงินทุนจากต่างชาติเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนขอบเขตมุมมองของเราเสียใหม่ว่าตลาดที่เราสามารถไปลงทุนได้ในทุกตลาด ก็จะพบว่าทิศทางของตลาดทั่วโลกนี้ก็จะถูกกำหนดด้วย Fund Flow
ผมมักจะอธิบายพฤติกรรมของ Fund Flow กับฝูงนกย้ายถิ่น  ซึ่งเมื่อฝูงนกย้ายถิ่นไปที่ไหนก็จะมีฝูงอื่นๆพากันตามไปด้วย และเมื่อไหร่ที่พบว่าที่ ที่ตนย้ายมาอยู่นั้นเริ่มไม่อุดมสมบูรณ์ ก็ทำการย้ายถิ่นใหม่อีกครั้ง เป็นวัฐจักรเช่นนี้เรื่อยไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติของการลงทุน หากนักลงทุนเห็นว่ามีอีกที่ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าบนความเสี่ยงที่เท่ากันแล้ว ก็ย่อมจะต้องหันไปลงทุนในที่ใหม่นั้นแน่ๆ 

จริงๆแล้วมันก็คงไม่มีอะไรผิดปรกติจากเหตุการณ์นี้ หากเสียแต่ว่า Fund Flow ตัวนี้เพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีมูลค่าเท่าเดิม! เพราะว่าด้วยมาตรการทางการเงินของอเมริกาได้เอื้อให้อเมริกาสามารถเพิ่มจำนวนเงินดอลล่าออกมาได้มากตามที่ต้องการ สิ่งนี้นี่เองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะอธิบายให้ทุกๆคนเข้าใจก่อนจะพูดถึง ความอันตรายของการเพิ่มเงินดอลล่าของอเมริกา ก็คือ ความแต่ต่างระหว่าง Money และ Currency สองคำนี้อาจจะคล้ายกันแต่ความหมายของมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

Money (เงิน) ก็คือ การดาษแผ่นหนึ่งหรือเหรียญหนึ่งเหรียญ โดยวัสดุที่ใช้ในการผลิตนั้นมีมูลค่าน้อยมาก แต่ผู้คนได้ยอมรับ ในตัวมูลค่าของสิ่งที่ผลิตขึ้นมา ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ แบงค์ 1,000 บาท ตัววัสดุของมันเองคงมีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาทอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ?

Currency (สกุลเงิน) ก็คือ หน่วยของ เงิน ที่ถูกผลิตออกมานั้นๆ ซึ่งหน่วยของเงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน

ซึ่งหากทำความเข้าใจใน Currency จะเห็นว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เศรษฐกิจของโลกมีเสถียรภาพมากที่สุด กล่าวคือ เครื่องมือนี้จะช่วยกำกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินแต่ละหน่วย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆก็คือ สมมุติว่าปีที่แล้วประเทศ A มีงบการเงินเกินดุลการค้า (เงินเข้าประเทศมากกว่าออกนอกประเทศ) ก็จะทำให้ค่าเงินของสกุลเงินตัวนี้แข็งค่าขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่ทำให้ประเทศ A ไม่สามารถเชิงความได้เปรียบทางการค้าจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ก็จะเริ่มขาดดุลทางการค้า (เงินออกนอกประเทศมากกว่าเงินเข้าประเทศ) และทำให้ค่าเงินของสกุลเงินตัวนี้อ่อนค่าลง


(Chart Source: sharelynx.com)

ระบบนี้เปรียบได้เหมือนกับว่า ทุกประเทศมีแก้วน้ำซึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว ประเทศละใบ แล้วก็ผลัดกันเทน้ำแบ่งให้กันไปมาเรื่อยๆ ในระยะเวลาหนึ่งๆก็ย่อมจะมีบางประเทศที่มีน้ำในแก้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ย่อมทำให้ต้องมีประเทศบางประเทศมีน้ำน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน

แต่ความสมดุลตรงนี้ถูกรบกวนโดยการผลิตเงินเพิ่มของสหรัฐอเมริกา โดยการเพิ่มเงินสู่ระบบในวิธีใช้เงินจากรัฐบาลซื้อบอร์นจากบริษัทต่างๆ ทำให้ปริมาณของสกุลเงินดอลล่าเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของเงินถูกบิดเบือนออกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนจึงจับตาดูการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกากันอย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้นการแบ่งส่วนการลงทุนลงไปในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแน่นอน เช่น ทองคำ หรือที่ดิน บางส่วนก็น่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงในสิ่งที่บรรยายมาได้อย่างดี

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

2011 Greece crisis

ตั้งแต่บทความที่แล้วจนถึงบทความนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ การลดลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือสินค้า Commodity ต่างๆ จริงๆแล้วปัจจัยทางเศรษฐกิจของเมื่อเดือนที่แล้วเทียบกับเดือนนี้ ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียวก็คือเวลา ประเทศกรีซกำลังจะถึงกำหนดจ่ายหนี้เร็วๆนี้ ซึ่งรัฐบาลของกรีซออกมายอมรับว่าปัจจุบันเงินในคลังของประเทศกรีซกำลังจะหมดลงและไม่สามารถจะจ่ายหนี้ ให้กับเจ้าหนี้ได้ครบ

จำนวนหนี้ของกรีซนั้นอยู่ที่ 353,000 ล้านยูโร ซึ่งหากเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆจะดูเป็นประเทศเล็กๆไปเลย แต่เพราะเหตุใด ทั่วโลกจึงกังวลปัญหานี้อย่างมากถึงขนาดทำให้นักลงทุนทั่วโลกจับตาการแก้ไขปัญหานี้ของกลุ่มประเทศ EU อย่างใจจดใจจ่อ

หนี้ของประเทศนั้นเกิดจากการที่ประเทศหนึ่งต้องการเงินทุนเพื่อที่จะไปลงทุนทำการต่างๆ โดยหลักการเศรษฐกิจของโลกนี้ก็คือ ค่าของเงินในโลกมีอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่สามารถเพิ่มหรือลดลงได้ (การที่อเมริกาพิมพ์เงินออกมานั้นจะส่งผลให้ค่าเงินของอเมริกาอ่อนลง ซึ่งสุดท้ายก็จะสะท้อน มูลค่าที่แท้จริงออกมาเท่าเดิม) เพราะฉะนั้น การที่จะหาเงินทุนของประเทศจะใช้วิธีการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นพันธบัตรที่มีความปลอดภัยสูงมาก และรัฐบาลของประเทศนั้นๆก็จะไปเสนอขายพันธบัตรนี้แก่ประเทศที่มีเงินเก็บสูงๆแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นหากมองเป็นกรณีของเจ้าหนี้ลูกหนี้ จะเห็นว่าในกรณีกรีซหรืออเมริกาก็คือ ใช้วิธีการ ไปยืมเงินเจ้าหนี้อีกรอบเพื่อนำเอามาใช้คืนเจ้าหนี้คนเก่า ซึ่งจำนวนหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งไม่มีคนให้ยืมเงินอีกแล้ว และเมื่อถึงตอนนี้ เจ้าหนี้ก็จะสูญเงิน

การสูญเงินของเจ้าหนี้อาจส่งผลถึงการล้มละลายของแบงค์ใหญ่ๆได้เลยทีเดียว ดังเช่นเหตุการณ์คราวนี้ ธนาคารแห่งชาติของกรีซ ได้ถือพันธบัตรของรัฐบาลตัวเองจำนวนทั้งสิ้น 137,000 ล้านยูโร หากธนาคารแห่งนี้สูญหนี้จากเหตุการณ์คราวนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะเป็นธนาคารที่ล้มละลาย


เชื่อว่าหลังจากนี้จะเกิดปัญหาของการยึดถือเงินที่จะใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก เนื่องจาก EU และ $ ต่างก็มีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูงมาก ทำให้มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ประเทศแต่ละประเทศจะไปถือทองคำเหมือนเมื่ออดีต

อย่างไรก็ตามอยากจะฝากประโยคหนึ่งซึ่งก็คือ

"The living creature which best adapted to their environment tend to survive while those less adapted tend to be eliminated. That is the fact of natural selection."
 "ผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่สามารถปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า ส่วนผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะถูกลบหายออกไป นั่นคือกฏของธรรมชาติ"

แล้วบทความหน้าเรามาวิเคราะห์กันครับว่า การปรับตัวกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้นจะทำได้อย่างไร

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Good news & Bad news

ถ้าใครได้อ่านบทความแรกๆของผม คงจะจำที่ผมพูดถึงหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อว่า Buffettology ซึ่งเขียนโดย Mary Buffett และ David Clark ตอนนี้ทั้งคู่ได้ร่วมกันปรับปรุงข้อมูลใหม่ๆขึ้นมาและได้ออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่า The New Buffettology ซึ่งในขณะอ่านอยู่ในผมได้สะดุดกับส่วนๆหนึ่งในหนังสือ ซึ่งได้เขียนไว้ว่า มากกว่า 95% ของนักลงทุนในตลาดจะเป็น นักลงทุนระยะสั้น ซึ่งการลงทุนของนักลงทุนเหล่านี้จะใช้ปัจจัยทางการตลาดเป็นข้อตัดสินใจ หมายความว่า นักลงทุนจะซื้อขายหุ้นตามข่าวในตลาด ข่าวดีก็คือข่าวที่ทำให้นักลงทุนซื้อหุ้น ข่าวร้ายก็คือข่าวที่ทำให้นักลงทุนขายหุ้น

ซึ่งหากได้อ่านบทความที่แล้วของผมที่เปรียบเทียบระหว่าง นักลงทุน และ นักเก็งกำไร นำมาผูกกับข้อความข้างต้น ก็จะได้ว่านักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเก็งกำไรที่มอง แนวโน้มสั้นๆของตลาด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนที่แท้จริงแล้วนั้น พวกเขามักจะให้ความสำคัญกับศักยภาพผู้บริหารของบริษัทเป็นอันดับต้นๆ ภายใต้ความเชื่อว่า แม้สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หากผู้บริหารของบริษัทมีศักยภาพ จะสามารถพาบริษัทผ่านช่วงเวลาแย่ๆเหล่านั้นได้

ในช่วงตลาดที่มีความผันผวนรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากความหวาดกลัวในเรื่องหนี้สินในประเทศยักใหญ่ต่างๆ และความคาดหวังในการอัดฉีดเงินเขามาในระบบ ก็เป็นโอกาสอันดีที่นักลงทุนจะวางแผนการลงทุนโดยการถือหุ้นที่บริษัทมีศักยภาพ และซื้อเพิ่มเมื่อราคาตกลงนั่นเองครับ

อย่างไรก็ตามต้องคำนึงไว้นะครับว่าที่หุ้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 ส่วนนึงมาจากการอัดฉีดเงินของสหรัฐอเมริกา โดยการอัดฉีดเงินคร้งนี้ไม่ได้เข้าไปแก้ไขในจุดที่อเมริกาต้องการ ทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นมานั้นไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานไปซะหมด เพราะฉะนั้นใครคิดจะซื้อหุ้นในช่วงนี้ควรจะต้องระวังตัวให้มากเข้าไว้ครับ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปัยจัยที่สำคัญทางเศรษฐกิจของอเมริกา

ช่วงนี้ปัจจัยหลักๆที่เข้ามากดดันในตลาดทุนของโลกซึ่งสร้างความกังวลแก่นักลงทุนอย่างมากก็คือ ปัญหาหนี้สินของยุโรปและอเมริกา เร็วๆนี้รัฐบาลของอิตาลีเพิ่งประกาศมาตรการรัดเข็มขัด กล่าวคือการขึ้นอัตราภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ โดยหวังว่าการเพิ่มอัตราภาษีนี้จะช่วยให้ชะลอการสร้างหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของตัวรัฐเองด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้เหล่านี้พยายามผลักดันนโยบายขึ้นอัตราภาษีกันถ้วนหน้า

ในโอกาสนี้ผมจึงนำข้อมูลที่น่าสนใจของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่เจอกับปัญหาหนี้ในส่วนของที่พักอาศัยมาในปี 2008 แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับสภาวะหนี้ในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลที่ผมจะยกมานี้ อยากให้ผู้อ่านทุกๆคนทำความเข้าใจกับมัน เพื่อพิจารณาปรับพอร์ทการลงทุนหรือนำไปเป็นข้อมูลตัดสินใจในระยะยาว

ข้อมูลนี้โดยสรุปจะแสดงให้เห็นว่า ปริมาณหนี้ของอเมริกาต่อ GDP ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่วิกฤต 2008 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เติบโตแบบก้ากระโดดมาก และเมื่อดูข้อมูลรายได้และรายรับของ FED จะเห็นได้ชัดว่า รายจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนปี 2008 เสียอีก แต่ในทางกลับกัน รายได้กลับถดถอยลงอย่างชัดเจน

หากลองเปรียบเทียบสหรัฐอเมริกาเป็นบริษัทหนึ่งๆนั้น จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้กำลังเจอกับปัญหารายได้ที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยบริษัทนี้พยายามจะแก้ปัญหาโดยวิธีการกู้เงินปริมาณมากๆมาลงทุนเพิ่ม เพื่อหวังจะเพิ่มรายได้ (อัตราการว่างงานลดลง ปริมาณภาษีที่เก็บได้จากประชาชนก็เพิ่มขึ้น) ซึ่งเมื่อเทียบผลจากการทำงานของบริษัทนี้ (อัตราการว่างงาน) กับปริมาณเงินลงทุน อาจจะพูดได้ว่าอาจจะอยู่ในจุดล้มเหลวเลยก็ว่าได้

FED Expenditures


FED receipts

ยังไงก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอมานั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนไม่มากก็น้อยครับ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนทุกๆคนควรจะติดตามสภาวะเศรษฐกิจของต่างประเทศในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าตลาดทุนในประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับ Fund flow ของต่างประเทศอย่างมาก เพราะฉะนั้นการระวังตัวไว้ตลอดเวลาย่อมมีโอกาสที่จะเอาตัวรอดในสภาวะวิกฤตได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การลงทุนหลังการเลือกตั้ง

ในที่สุดการเลือกตั้งปี 2554 ของประเทศไทยก็จบลงที่ ประเทศไทยจะมีนายกหญิงเป็นคนแรก อย่างไรก็ตามก็ขอแสดงความยินดีและขอให้นักการเมืองทุกคนนำพาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรด้วยครับ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดทุนหลังจากการเลือกตั้งก็คงจะหนีไม่พ้นการเก็งกำไรบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งทำให้ผมนึกถึงบทความบทหนึ่งในหนังสือ Security Analysis ที่เขียนโดย Benjamin Graham ท่านได้แบ่งแยกการลงทุนออกมาเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ก็คือ Speculative (การเก็งกำไร) และ Investment (การลงทุน) สองคำนี้ได้สร้างความสับสนให้กับผู้ที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนหลายๆท่าน

ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปัจจัยสำหรับการลงทุนทั้งสองแบบ โดย การเก็งกำไรนั้นมาจากการดูปัจจัยทางตลาด (Market Factors) และปัจจัยสำหรับราคาในอนาคต (Future Value Factors) แต่สำหรับการลงทุนนั้นมาจากการดูมูลค่าพื้นฐานในปัจจุบัน (Instrinsic Value Factors) และปัจจัยราคาในอนาคต จะเห็นได้ว่าการลงทุนทั้งสองแบบนั้นจะมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ปัจจัยราคาในอนาคต ซึ่งมาจากการคิดคำนวนและคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท แต่ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนทั้งสองแบบต่างกันนั้นค่อนข้างจะแตกต่างชัดเจน

การลงทุน (Investment) นั้น จะดูอยู่กับสภาวะปัจจุบันของบริษัท เช่น วิสัยทัศของผู้บริหาร จำนวนหนี้สินหรือทรัพย์สินของบริษัท เป็นต้น ส่วนการเก็งกำไร (Speculative) นั้น จะดูปัจจัยที่เอื้อหนุนทางการตลาดของบริษัท ดังเช่น การคาดการณ์ว่านโยบายของรัฐบาลใหม่นั้นจะส่งผลประโยชน์กับบริษัทใดบ้าง

ที่ผมยกเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อเตือนสตินักลงทุนทั้งหลายที่กำลังจะลงทุนตามปัจจัยทางการตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า การลงทุนของท่านนั้นเป็นแบบใด เพราะหากนักลงทุนสามารถแบ่งแยกประเภทของการลงทุนได้แล้วก็ย่อมจะรู้ดีถึงจุดประสงค์ในการลงทุนนั้นๆ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือการเติบโตของประเทศเรานั้นคงจะได้รับผลกระทบจากสภาวะกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศพอสมควร เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุน นักลงทุนควรจะศึกษาสภาวะตลาดต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศของเราไว้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนักลงทุนเอง