ความผันผวนของตลาดหุ้นช่วงนี้นั้นเหตุหลักๆจะมาจากเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลทำให้นักลงทุนหลายๆคนสลับพอร์ทการลงทุนไปยังทรัพย์สินชนิดอื่นๆ เช่น ทองคำ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าแปรเปลี่ยนกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงมากๆและก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางคงไม่จบง่ายๆ
จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น (ขณะที่เขียนอยู่ราคาอยู่ที่ $99.12 WTI) ซึ่งเมื่อบวกกับสภาวะเงินเฟ้อที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังวิตกขณะนี้ จะส่งผลให้ปัญหาเงินเฟ้อมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ในช่วงนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าหุ้นพลังงานมีลักษณะที่ปรับตัวขึ้นรับกับข่าวการขึ้นราคาน้ำมัน แต่ให้พึงระวังไว้นะครับ เมื่อสถานการณ์ที่ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ในที่นี้ไม่ได้มองแต่ลิเบีย แต่ถ้าหากประเทศอื่นๆมีแนวโน้มืั้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเวลานั้นมาถึงหุ้นพลังงานที่อุ้มตลาดในตอนนี้ไว้คงจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตลาดทิ้งตัวอย่างรุนแรงได้
ช่วงนี้สิ่งที่ต้องพึงระวังคงจะเป็นสภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วสภาวะฟองสบู่นั้นหมายถึง การที่สินค้ามีราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงของมัน แต่คงจะเป็นการยากที่จะมาคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของสินค้าต่างๆ เพื่อวัดระดับฟองสบู่ แต่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าราคาสินค้าหลายๆตัวปรับตัวมาค่อนข้างสูง
ทางที่ดีลองหาหุ้นที่มีสุขภาพดีๆสักตัวหนึ่งเก็บไว้ในใจและรอให้ตลาดทิ้งตัวลงมาค่อยเข้าซื้อจะทำให้เราลด downside risk และยังสามารถถือหุ้นต่อไปได้ยาวๆโดยไม่ต้องวิตกกับวิกฤตมากเท่าไหร่
อีกเรื่องที่สำคัญมากครับ ผมลองสังเกตุดัชนี SET ของเราในทุกๆปี จะค่อนข้างชัดเจนว่า 3 เดือนแรกของปี ดัชนี SET จะแกว่งตัวด้านข้างจากนั้นเมื่อมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่แน่ชัด จะทำให้ดัชนีมีการปรับตัวในแนวโน้มที่ชัดขึ้นเรื่อยๆหลังจากเดือนที่ 3-6 ในความหมายนี้คือ เรามีเวลาในการเลือกลงทุนอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน ก่อนที่ตลาดจะมีการปรับตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรใช้เวลาช่วงนี้ให้คุ้มค่าในการคัดเลือกหุ้นนะครับ

