วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยังคงมีเวลาในการเลือกเข้าลงทุน

ตลาดหุ้นช่วงนี้มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงมาก เหมือนกับอากาศบ้านเราในช่วงนี้เลยครับ สัปดาห์ที่แล้วทำเอาผมไม่สบายเสียงหายกันเลยทีเดียว

ความผันผวนของตลาดหุ้นช่วงนี้นั้นเหตุหลักๆจะมาจากเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลทำให้นักลงทุนหลายๆคนสลับพอร์ทการลงทุนไปยังทรัพย์สินชนิดอื่นๆ เช่น ทองคำ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าแปรเปลี่ยนกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงมากๆและก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางคงไม่จบง่ายๆ

จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น (ขณะที่เขียนอยู่ราคาอยู่ที่ $99.12 WTI) ซึ่งเมื่อบวกกับสภาวะเงินเฟ้อที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังวิตกขณะนี้ จะส่งผลให้ปัญหาเงินเฟ้อมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ในช่วงนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าหุ้นพลังงานมีลักษณะที่ปรับตัวขึ้นรับกับข่าวการขึ้นราคาน้ำมัน แต่ให้พึงระวังไว้นะครับ เมื่อสถานการณ์ที่ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ในที่นี้ไม่ได้มองแต่ลิเบีย แต่ถ้าหากประเทศอื่นๆมีแนวโน้มืั้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเวลานั้นมาถึงหุ้นพลังงานที่อุ้มตลาดในตอนนี้ไว้คงจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตลาดทิ้งตัวอย่างรุนแรงได้

ช่วงนี้สิ่งที่ต้องพึงระวังคงจะเป็นสภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วสภาวะฟองสบู่นั้นหมายถึง การที่สินค้ามีราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงของมัน แต่คงจะเป็นการยากที่จะมาคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของสินค้าต่างๆ เพื่อวัดระดับฟองสบู่ แต่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าราคาสินค้าหลายๆตัวปรับตัวมาค่อนข้างสูง


หากเกิดฟองสบู่ในอุตสาหกรรมด้านต่างๆจริงๆแล้ว นักลงทุนก็ควรจะต้องลงทุนในบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อย ความหมายก็คือ ลงทุนในบริษัทที่สามารถควบคุมหนี้ระยะสั้นและระยะยาวได้ อีกทั้งยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่ขัดข้องหากเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมา สิ่งเหล่านี้เราจะเรียกว่า การตรวจเช็คสุขภาพของบริษัท ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จาก Balance Sheet ผมคิดว่าในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาสูงอีกครั้งโดยปราศจากกำลังซื้อที่ชัดเจนจะทำให้เกิดการทิ้งตัวอย่างรุนแรงเร็วๆนี้แน่ครับ

ทางที่ดีลองหาหุ้นที่มีสุขภาพดีๆสักตัวหนึ่งเก็บไว้ในใจและรอให้ตลาดทิ้งตัวลงมาค่อยเข้าซื้อจะทำให้เราลด downside risk และยังสามารถถือหุ้นต่อไปได้ยาวๆโดยไม่ต้องวิตกกับวิกฤตมากเท่าไหร่

อีกเรื่องที่สำคัญมากครับ ผมลองสังเกตุดัชนี SET ของเราในทุกๆปี จะค่อนข้างชัดเจนว่า 3 เดือนแรกของปี ดัชนี SET จะแกว่งตัวด้านข้างจากนั้นเมื่อมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่แน่ชัด จะทำให้ดัชนีมีการปรับตัวในแนวโน้มที่ชัดขึ้นเรื่อยๆหลังจากเดือนที่ 3-6 ในความหมายนี้คือ เรามีเวลาในการเลือกลงทุนอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน ก่อนที่ตลาดจะมีการปรับตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรใช้เวลาช่วงนี้ให้คุ้มค่าในการคัดเลือกหุ้นนะครับ

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

เนื่องจากก่อนที่ผมจะมาเขียนบทความนี้ ได้เข้าไปอ่านข่าวใน Bloomberg  และเห็นข่าวเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของจีน โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หนึ่งปีอยู่ที่ 6.06% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลาหนึ่งเป็นเช่นกันอยู่ที่ 3% โดยสาเหตุในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เพื่อชะลอเงินเฟ้อในตลาดจีน ซึ่งเมื่อเรามองไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่มีแนวโน้มจะขึ้นราคาตลอดเวลาและหากมองระยะยาวแล้วก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่

ลองกลับมาดูประเทศของเรากันบ้างครับ ประเทศไทยเราเองก็กำลังเจอกับภาวะเงินเฟ้อเช่นกัน แต่ว่าเราลองมาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าครับว่าแท้จริงแล้วเงินเฟ้อขึ้นได้อย่างไร

ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เงินเฟ้อก็คือ ของชิ้นหนึ่งมีราคาในปัจจุบันเท่ากับ 100 บาท แต่อีกสิบปีข้างหน้า เงิน 100 บาท ก็คงไม่พอที่จะซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆได้ ส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้เอง ทางวิชาการเราจะเรียกว่า time value of money

แท้จริงแล้วรากฐานของปัญหาเงินเฟ้อก็คือ เศรษฐกิจที่ดีเกินไปนั่นเองครับ?! กล่าวคือ เมื่อบริษัททำกำไรได้ดี ผลตอบแทนของพนักงานก็ย่อมดีขึ้นมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจปรกติหรือมีปัญหา และเมื่อประชากรในประเทศของเรามีกำลังซื้อที่มากขึ้น ก็จะมีการใช้จ่ายเงินในระบบมากขึ้น ทำให้กฏ demand & supply เริ่มทำงาน กำลังซื้อสูงขึ้นแต่ผลผลิตเพิ่มตามไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการขึ้นราคาสินค้า ที่เราได้ยินกันติดหูในช่วงนี้ก็จะเป็นสินค้าจำพวก น้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง สิ่งนี้แหละครับที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น


เครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่จะใช้แก้ปัญหาเงินเฟ้อในระบบนั่นคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายครับ เมื่อดอกเบี้ยนะโยบายสูงก็จะลดความร้อนแรงในการใช้จ่ายเงินลงได้ เช่นหากคนจะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือรถ ก็จะต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆในสภาวะตลาดร้อนแรงเช่นนี้ และเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆก็อาจจะก่อปัญหาฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจขึ้นมาได้อีก

ประเด็นก็คือหากควบคุมเงินเฟ้อเศรษฐกิจก็จะชะลอ และเมื่อเศรษฐกิจชะลอ กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ต้องปรับตัวลง ในมุมมองของผมนั้น อัตราเงินเฟ้อบ้านเรายังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือจีน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือประเทศคู่ค้าของเรานั้นมีสภาพเศรษฐกิจแบบไหนซะมากกว่า หากประเทศคู่ค้าของเรามีสภาพเศรษฐกิจที่ดี ก็ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจของบ้านเราดีตามไปด้วย

ผมมักจะดูสภาพเศรษฐกิจจากการอุปโภคบริโภคของพวกเรากันเอง แม้ผมจะได้ยินคนบางคนพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดี ของราคาแพง (ซึ่งถ้าเข้าใจหลักเงินเฟ้อแล้ว ก็คงฟังแล้วขัดๆกันแปลกๆ) แต่เท่าที่ผมเห็น มีรถยนต์ป้ายแดงออกมาวิ่งกันเกลื่อนถนนเลยครับ แล้วทุกๆคนลองสังเกตุดูรอบๆข้างระหว่างการเดินทางดูนะครับว่า สภาพเศรษฐกิจหรือการลงทุนในประเทศเรามีสภาพเป็นยังไงกันบ้าง