วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

การใช้ EPS เพื่อการวิเคราะห์ราคาหุ้น

จริงๆแล้ว Blog นี้ถือกำเนิดมาจากความคิดที่อยากจะรวบรวมไอเดียในการลงทุนในแบบต่างๆ เพื่อเป็นคลังข้อมูลและช่วยจุดประกายความคิดอีกด้วย แต่ว่าที่ผ่านๆมาเหมือนกับว่าจะเน้นไปถึงการวิเคราะห์แนวโน้มปัจจุบันซะมากกว่า ยังไงก็แล้วแต่หลังจากนี้จะพยายามไม่หลุดออกจากจุดประสงค์ที่ตั้งใจมากนักครับ ซึ่งข้อมูลที่ผมเอามาเขียนลงในนี้นั้น จะมาจากการความรู้ที่ผมได้ไปอ่านบทความหรือหนังสือต่างๆ แต่ก็อาจจะมีบางข้อมูลที่ผมสังเกตเองวิเคราะห์เอง ซึ่งอาจจะผิดได้ครับ ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆพี่ๆเห็นข้อผิดพลาด รบกวนแจ้งผมด้วยนะครับ จะได้เป็นการแก้ไขความเข้าใจผิดของผมและนำมาแบ่งปันกันต่อไปครับ
ช่วงที่สัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านและติดตามประวัติการลงทุนของนักลงทุนชื่อก้องโลก ที่เมื่อพูดไปนักลงทุนแทบจะทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของเขาแน่ครับ นั่นก็คือ Warren Buffett ในหนังสือชื่อ Buffettology ซึ่งเขียนโดย Mary Buffett ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงเทคนิคการลงทุนแบบ Warren
หลักการการลงทุนแบบ Warren นั้น หากลองไปหาบทความอ่านดูทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเอง ก็จะเจอข้อคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย บ้างก็ว่า Warren เน้นหุ้นปันผล ซึ่งหุ้นที่ทำกำไรสูงๆของเขาบางตัวไม่เคยจ่ายปันผลเลยสักครั้ง บ้างก็ว่าซื้อหุ้นที่ราคาถูก แต่ หลายๆคนก็ไม่รู้ว่า ราคาถูก นั้นคือราคาเท่าไหร่ก็แน่
ในหนังสือเล่มนี้มีเทคนิคการคัดเลือกหุ้นโดยวิธีการใช้ EPS (Earning Per Share) ซึ่ง Warren มักจะซื้อหุ้นที่มี EPS สูงๆ เทียบกับราคา แนวความคิดของเขาก็คือ เขาจะคิดว่า การซื้อหุ้นของเขาก็คือการลงทุนในธุรกิจชนิดหนึ่ง และ EPS ก็คือกำไรที่เขาได้มาจากการลงทุนในธุรกิจนั้น เช่น ถ้าหุ้นของบริษัทหนึ่งมีราคา 100 บาทต่อหุ้น และมี EPS อยู่ที่ 15 บาทต่อหุ้น ก็เท่ากับว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวนี้ เราจะสามารถทำกำไรได้ 15% ต่อปี
ผมประยุกเทคนิคนี้มาใช้ในการลงทุนของผมเองด้วย โดยสำหรับผมแล้วการลงทุนในหุ้นสักตัวนั้นผมอยากจะได้ผลกำไรมากกว่า 10% ต่อปี เป็นที่ตั้ง ซึ่ง rate นี้มาจากความพอใจของผมเอง โดยมีที่มาจากการคำนวณ compounding return เกิดผลสองเท่าตัวภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี และภายในเวลา 35 ปี ผมสามารถทำให้เงินงอกเงยขึ้นมา 32 เท่าตัว ฟังดูไม่เลวสักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ? ถ้าหากยังไม่เข้าใจหลักการของการทบต้นนี้ รออ่านบทความฉบับต่อๆไปนะครับ จากนั้นผมมักจะเอา EPS ของแต่ละบริษัทหารด้วย 0.1 (ซึ่งก็คือ 10%) หรือค่าที่มากกว่า และจะทำให้ได้ ราคาของหุ้นที่ผมจะเข้าซื้อ
หรือว่าเราจะใช้อัตราส่วน PER (Price per Earning Ratio) มาดูก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขของผมนั้นคือเป็นการพยายามหาหุ้นที่มี PER ต่ำกว่า 10 เท่า นั่นเอง แต่ PER นั้นก็จะมีข้อเสียในการดูการเติบโตของ EPS แต่ก็จะมีข้อดีในการรับรู้ถึงจากเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นเทียบกับ EPS
การใช้ EPS มาคำนวณหาราคาที่น่าเข้าซื้อหุ้นยังเป็นการลด Downside Risk ของเราได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ เนื่องจาก เมื่อเราซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำเอามากๆ โอกาสที่ราคาหุ้นจะลงไปต่ำกว่านั้นก็เป็นไปได้น้อยเอามากๆ ในขณะเดียวกันเมื่อเราซื้อราคาหุ้นที่สูงกว่าค่า EPS มากๆ (สำหรับผมคือน้อยกว่า 8%) ก็เป็นจุดที่แพงเกินไป หรือถ้าจะซื้อที่ราคานี้ ผมคิดว่าเอาไปลงทุนอย่างอื่นจะคุ้มกับค่าความเสี่ยงมากกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีที่ผมว่ามานั้นมีเงื่อนไขว่า อย่างน้อยบริษัทต้องมี EPS เติบโตไปเรื่อยๆ ตามราคาหุ้น ซึ่งการที่ EPS จะเติบโตได้นั้นก็ย่อมเป็นผลมาจากบริษัทที่พื้นฐานดี ซึ่งไว้บทความต่อๆไปผมจะพูดถึงการดูพื้นฐานบริษัทและการวิเคราะห์แนวโน้มของ EPS ครับ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้?!

เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้เกิดโศกนาฏกรรมใครใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นโดยเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ตะวันออกกลาง และ สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของยุโรป เหตุการณ์นี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์ราคาพลังงานต่างๆยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปอีก ดึงเช่นที่ผมได้กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่า ราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของอเมริกาอีกทั้งยังครอบคลุมถึงการควบคุมเงินเฟ้อของตลาดเกิดใหม่อย่างจีนหรือไทยเองก็ตาม


แต่ว่าถ้าหากอเมริกาจะฟื้นกลับมาจริงๆ คงเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น TIP ( ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปิน) เพราะนักลงทุนย่อมจะสนใจปรับพอทการลงทุนของตัวเองไปยังตลาดที่กำลังจะฟื้นตัว (turn around)  แต่ถ้าหากอเมริกายังไม่ฟื้น เราอาจจะได้ช่วงตลาดขาขึ้นเพราะเงินลงทุนจากต่างประเทศเนื่องจากมาตรการ QE 3 อีกก็เป็นได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือเงินเฟ้อจากพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นมาอีกและอาจจะเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเป็นขาลงของเศรษฐกิจไทยเลยก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตามช่วงนี้คงจะต้องรอดูสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศกันไปก่อน ผมเชื่อว่า ภายใน 2-3 เดือนนี้คงจะมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้และทำให้นักลงทุนหลายๆคนตัดสินใจได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ช่วงที่กำลังรอสัญญาณต่างๆเหล่านี้อยู่ นักลงทุนก็ควรจะหาความรู้ ศึกษาธุรกิจต่างๆ ปัจจัยบวกและลบสำหรับแต่ละธุรกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมพร้อมรอจังหวะการเข้าลงทุน

แต่อย่าลืมนะครับ ความเสี่ยงไม่จำเป็นจะต้องอยู่ใน การเมือง ปัจจัยเศรษฐกิจ อย่างเดียว แต่รวมถึง ภัยธรรมชาติ อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นด้วยเช่นกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

ของแพง!?

หลายๆวันนี้คงจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการขึ้นราคาของอุปโภคบริโภคกันเป็นจำนวนมาก มีทั้งมีการหยิบยกประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการขึ้นราคาสินค้าเหล่านี้ด้วย สินค้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดขณะนี้ก็คือสินค้าประเภทเกษตรที่มีความต้องการบริโภคจำนวนมากแต่ผู้ผลิตส่งจำหน่ายสินค้าไม่ทัน ทำให้เกิดการขยับราคาสินค้าขึ้นมา ซึ่งจริงๆปัญหาสินค้าราคาแพงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ประเทศอื่นก็เจอกับปัญหานี้เช่นกัน เพียงแต่ว่าประเทศไทยเรานั้นยังมีปัญหาด้านสินค้าพื้นฐานในหลายๆส่วน

หากจะให้ยกตัวอย่างให้ชัดเจนก็คือก๊าซหุงต้ม ที่รัฐบาลมองว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หากแต่มีการบริโภคเพื่อใช้สำหรับหุงหาอาหารอย่างเดียว แต่ทว่าทุกวันนี้ก๊าซหุงต้มกลับมีการนำมาใช้เพื่อเป็นพลังงานสำหรับยานยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งครับ เนื่องจากทางรัฐบาลมีการบริการด้านขนส่งมวลชนอยู่แล้ว ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ส่วนตัวในท้องถนนก็ควรจะต้องแบกรับภาระมากกว่าคนที่ไม่ใช้ แต่ทว่ารถยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มนั้น กลับไม่ได้แบกรับภาระที่ว่าและโยนภาระไปให้ผู้อื่นที่ต้องเสียภาษีเพื่อนำไปจ่ายส่วนต่างของก๊าซหุงต้มในตลาด (เมืองไทยปัจจุบันต้องนำเข้าก๊าซหุงต้ม)

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ประชากรบางส่วนทำให้การพัฒนาต่างๆหยุดชะงักลง เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะใช้พลังงานแบบอื่นนอกจากก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันนี้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยของเราก็ลดลงเรื่อยๆทุกวัน และมีการวิจัยกันว่า เราจะได้ใช้ก๊าซธรรมชาติไม่ถึง 20 ปี ต่อจากนี้ ทำให้มีการไปหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งนำเข้ามาจากแหล่งที่อยู่ไกลๆ ซึ่งทั้ง 2 แหล่งนี้มีราคาสูงกว่าที่ขุดเจาะในประเทศเรามาก และก็เป็นสาเหตุให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นนั่นเอง


แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันก็คือราคาน้ำมันที่อาจจะปรับตัวขึ้นอีกหากสถานการณ์ในแอฟริกาเหนือยังไม่ดีขึ้น ซึ่งในความคิดของผมนั้น หากราคาน้ำมันมีราคาสูงมากกว่านี้จะทำให้เศรษฐกิจในหลายๆประเทศที่กำลังจะฟื้นตัวกลับกลายเป็นไม่ฟื้นและจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศที่รุ่งเรืองอยู่หยุดชะงักได้
เราคงได้เห็นความพยายามในหลายๆประเทศที่จะหยุดความรุ่นแรงเหล่านี้ ซึ่งก็เพราะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยแรงขับดันจากราคาเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่านี้

สังเกตุได้ว่าปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าขยับขึ้นแท้จริงแล้วก็มาจากราคาต้นทุนที่ขยับขึ้นมา หากจะแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงได้นั้นจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขที่ต้นเหตุครับ แต่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของโลกแบบนี้ การกระจายความเสี่ยงให้ถูกวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญครับ อย่างไรก็ตามในความคิดของผม สถานการณ์ในแอฟริกาเหนือคงไม่ถึงขั้นนำไปสู่สงครามได้เนื่องจากหากเป็นเช่นนั้นแล้วก็คงจะเรียกได้ว่าเศรษฐกิจโลกคงจะถึงจุดวิกฤตอีกครั้งก็เป็นได้