วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

Money vs Currency

นักลงทุนหลายๆคน มักจะมองการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงแต่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น และมักจะมองเงินทุนจากต่างชาติเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนขอบเขตมุมมองของเราเสียใหม่ว่าตลาดที่เราสามารถไปลงทุนได้ในทุกตลาด ก็จะพบว่าทิศทางของตลาดทั่วโลกนี้ก็จะถูกกำหนดด้วย Fund Flow
ผมมักจะอธิบายพฤติกรรมของ Fund Flow กับฝูงนกย้ายถิ่น  ซึ่งเมื่อฝูงนกย้ายถิ่นไปที่ไหนก็จะมีฝูงอื่นๆพากันตามไปด้วย และเมื่อไหร่ที่พบว่าที่ ที่ตนย้ายมาอยู่นั้นเริ่มไม่อุดมสมบูรณ์ ก็ทำการย้ายถิ่นใหม่อีกครั้ง เป็นวัฐจักรเช่นนี้เรื่อยไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติของการลงทุน หากนักลงทุนเห็นว่ามีอีกที่ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าบนความเสี่ยงที่เท่ากันแล้ว ก็ย่อมจะต้องหันไปลงทุนในที่ใหม่นั้นแน่ๆ 

จริงๆแล้วมันก็คงไม่มีอะไรผิดปรกติจากเหตุการณ์นี้ หากเสียแต่ว่า Fund Flow ตัวนี้เพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีมูลค่าเท่าเดิม! เพราะว่าด้วยมาตรการทางการเงินของอเมริกาได้เอื้อให้อเมริกาสามารถเพิ่มจำนวนเงินดอลล่าออกมาได้มากตามที่ต้องการ สิ่งนี้นี่เองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะอธิบายให้ทุกๆคนเข้าใจก่อนจะพูดถึง ความอันตรายของการเพิ่มเงินดอลล่าของอเมริกา ก็คือ ความแต่ต่างระหว่าง Money และ Currency สองคำนี้อาจจะคล้ายกันแต่ความหมายของมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

Money (เงิน) ก็คือ การดาษแผ่นหนึ่งหรือเหรียญหนึ่งเหรียญ โดยวัสดุที่ใช้ในการผลิตนั้นมีมูลค่าน้อยมาก แต่ผู้คนได้ยอมรับ ในตัวมูลค่าของสิ่งที่ผลิตขึ้นมา ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ แบงค์ 1,000 บาท ตัววัสดุของมันเองคงมีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาทอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ?

Currency (สกุลเงิน) ก็คือ หน่วยของ เงิน ที่ถูกผลิตออกมานั้นๆ ซึ่งหน่วยของเงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน

ซึ่งหากทำความเข้าใจใน Currency จะเห็นว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เศรษฐกิจของโลกมีเสถียรภาพมากที่สุด กล่าวคือ เครื่องมือนี้จะช่วยกำกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินแต่ละหน่วย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆก็คือ สมมุติว่าปีที่แล้วประเทศ A มีงบการเงินเกินดุลการค้า (เงินเข้าประเทศมากกว่าออกนอกประเทศ) ก็จะทำให้ค่าเงินของสกุลเงินตัวนี้แข็งค่าขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่ทำให้ประเทศ A ไม่สามารถเชิงความได้เปรียบทางการค้าจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ก็จะเริ่มขาดดุลทางการค้า (เงินออกนอกประเทศมากกว่าเงินเข้าประเทศ) และทำให้ค่าเงินของสกุลเงินตัวนี้อ่อนค่าลง


(Chart Source: sharelynx.com)

ระบบนี้เปรียบได้เหมือนกับว่า ทุกประเทศมีแก้วน้ำซึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว ประเทศละใบ แล้วก็ผลัดกันเทน้ำแบ่งให้กันไปมาเรื่อยๆ ในระยะเวลาหนึ่งๆก็ย่อมจะมีบางประเทศที่มีน้ำในแก้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ย่อมทำให้ต้องมีประเทศบางประเทศมีน้ำน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน

แต่ความสมดุลตรงนี้ถูกรบกวนโดยการผลิตเงินเพิ่มของสหรัฐอเมริกา โดยการเพิ่มเงินสู่ระบบในวิธีใช้เงินจากรัฐบาลซื้อบอร์นจากบริษัทต่างๆ ทำให้ปริมาณของสกุลเงินดอลล่าเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของเงินถูกบิดเบือนออกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนจึงจับตาดูการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกากันอย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้นการแบ่งส่วนการลงทุนลงไปในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแน่นอน เช่น ทองคำ หรือที่ดิน บางส่วนก็น่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงในสิ่งที่บรรยายมาได้อย่างดี