วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

2011 Greece crisis

ตั้งแต่บทความที่แล้วจนถึงบทความนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ การลดลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือสินค้า Commodity ต่างๆ จริงๆแล้วปัจจัยทางเศรษฐกิจของเมื่อเดือนที่แล้วเทียบกับเดือนนี้ ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียวก็คือเวลา ประเทศกรีซกำลังจะถึงกำหนดจ่ายหนี้เร็วๆนี้ ซึ่งรัฐบาลของกรีซออกมายอมรับว่าปัจจุบันเงินในคลังของประเทศกรีซกำลังจะหมดลงและไม่สามารถจะจ่ายหนี้ ให้กับเจ้าหนี้ได้ครบ

จำนวนหนี้ของกรีซนั้นอยู่ที่ 353,000 ล้านยูโร ซึ่งหากเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆจะดูเป็นประเทศเล็กๆไปเลย แต่เพราะเหตุใด ทั่วโลกจึงกังวลปัญหานี้อย่างมากถึงขนาดทำให้นักลงทุนทั่วโลกจับตาการแก้ไขปัญหานี้ของกลุ่มประเทศ EU อย่างใจจดใจจ่อ

หนี้ของประเทศนั้นเกิดจากการที่ประเทศหนึ่งต้องการเงินทุนเพื่อที่จะไปลงทุนทำการต่างๆ โดยหลักการเศรษฐกิจของโลกนี้ก็คือ ค่าของเงินในโลกมีอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่สามารถเพิ่มหรือลดลงได้ (การที่อเมริกาพิมพ์เงินออกมานั้นจะส่งผลให้ค่าเงินของอเมริกาอ่อนลง ซึ่งสุดท้ายก็จะสะท้อน มูลค่าที่แท้จริงออกมาเท่าเดิม) เพราะฉะนั้น การที่จะหาเงินทุนของประเทศจะใช้วิธีการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นพันธบัตรที่มีความปลอดภัยสูงมาก และรัฐบาลของประเทศนั้นๆก็จะไปเสนอขายพันธบัตรนี้แก่ประเทศที่มีเงินเก็บสูงๆแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นหากมองเป็นกรณีของเจ้าหนี้ลูกหนี้ จะเห็นว่าในกรณีกรีซหรืออเมริกาก็คือ ใช้วิธีการ ไปยืมเงินเจ้าหนี้อีกรอบเพื่อนำเอามาใช้คืนเจ้าหนี้คนเก่า ซึ่งจำนวนหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งไม่มีคนให้ยืมเงินอีกแล้ว และเมื่อถึงตอนนี้ เจ้าหนี้ก็จะสูญเงิน

การสูญเงินของเจ้าหนี้อาจส่งผลถึงการล้มละลายของแบงค์ใหญ่ๆได้เลยทีเดียว ดังเช่นเหตุการณ์คราวนี้ ธนาคารแห่งชาติของกรีซ ได้ถือพันธบัตรของรัฐบาลตัวเองจำนวนทั้งสิ้น 137,000 ล้านยูโร หากธนาคารแห่งนี้สูญหนี้จากเหตุการณ์คราวนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะเป็นธนาคารที่ล้มละลาย


เชื่อว่าหลังจากนี้จะเกิดปัญหาของการยึดถือเงินที่จะใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก เนื่องจาก EU และ $ ต่างก็มีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูงมาก ทำให้มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ประเทศแต่ละประเทศจะไปถือทองคำเหมือนเมื่ออดีต

อย่างไรก็ตามอยากจะฝากประโยคหนึ่งซึ่งก็คือ

"The living creature which best adapted to their environment tend to survive while those less adapted tend to be eliminated. That is the fact of natural selection."
 "ผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่สามารถปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า ส่วนผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะถูกลบหายออกไป นั่นคือกฏของธรรมชาติ"

แล้วบทความหน้าเรามาวิเคราะห์กันครับว่า การปรับตัวกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้นจะทำได้อย่างไร

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Good news & Bad news

ถ้าใครได้อ่านบทความแรกๆของผม คงจะจำที่ผมพูดถึงหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อว่า Buffettology ซึ่งเขียนโดย Mary Buffett และ David Clark ตอนนี้ทั้งคู่ได้ร่วมกันปรับปรุงข้อมูลใหม่ๆขึ้นมาและได้ออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่า The New Buffettology ซึ่งในขณะอ่านอยู่ในผมได้สะดุดกับส่วนๆหนึ่งในหนังสือ ซึ่งได้เขียนไว้ว่า มากกว่า 95% ของนักลงทุนในตลาดจะเป็น นักลงทุนระยะสั้น ซึ่งการลงทุนของนักลงทุนเหล่านี้จะใช้ปัจจัยทางการตลาดเป็นข้อตัดสินใจ หมายความว่า นักลงทุนจะซื้อขายหุ้นตามข่าวในตลาด ข่าวดีก็คือข่าวที่ทำให้นักลงทุนซื้อหุ้น ข่าวร้ายก็คือข่าวที่ทำให้นักลงทุนขายหุ้น

ซึ่งหากได้อ่านบทความที่แล้วของผมที่เปรียบเทียบระหว่าง นักลงทุน และ นักเก็งกำไร นำมาผูกกับข้อความข้างต้น ก็จะได้ว่านักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเก็งกำไรที่มอง แนวโน้มสั้นๆของตลาด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนที่แท้จริงแล้วนั้น พวกเขามักจะให้ความสำคัญกับศักยภาพผู้บริหารของบริษัทเป็นอันดับต้นๆ ภายใต้ความเชื่อว่า แม้สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หากผู้บริหารของบริษัทมีศักยภาพ จะสามารถพาบริษัทผ่านช่วงเวลาแย่ๆเหล่านั้นได้

ในช่วงตลาดที่มีความผันผวนรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากความหวาดกลัวในเรื่องหนี้สินในประเทศยักใหญ่ต่างๆ และความคาดหวังในการอัดฉีดเงินเขามาในระบบ ก็เป็นโอกาสอันดีที่นักลงทุนจะวางแผนการลงทุนโดยการถือหุ้นที่บริษัทมีศักยภาพ และซื้อเพิ่มเมื่อราคาตกลงนั่นเองครับ

อย่างไรก็ตามต้องคำนึงไว้นะครับว่าที่หุ้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 ส่วนนึงมาจากการอัดฉีดเงินของสหรัฐอเมริกา โดยการอัดฉีดเงินคร้งนี้ไม่ได้เข้าไปแก้ไขในจุดที่อเมริกาต้องการ ทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นมานั้นไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานไปซะหมด เพราะฉะนั้นใครคิดจะซื้อหุ้นในช่วงนี้ควรจะต้องระวังตัวให้มากเข้าไว้ครับ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปัยจัยที่สำคัญทางเศรษฐกิจของอเมริกา

ช่วงนี้ปัจจัยหลักๆที่เข้ามากดดันในตลาดทุนของโลกซึ่งสร้างความกังวลแก่นักลงทุนอย่างมากก็คือ ปัญหาหนี้สินของยุโรปและอเมริกา เร็วๆนี้รัฐบาลของอิตาลีเพิ่งประกาศมาตรการรัดเข็มขัด กล่าวคือการขึ้นอัตราภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ โดยหวังว่าการเพิ่มอัตราภาษีนี้จะช่วยให้ชะลอการสร้างหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของตัวรัฐเองด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้เหล่านี้พยายามผลักดันนโยบายขึ้นอัตราภาษีกันถ้วนหน้า

ในโอกาสนี้ผมจึงนำข้อมูลที่น่าสนใจของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่เจอกับปัญหาหนี้ในส่วนของที่พักอาศัยมาในปี 2008 แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับสภาวะหนี้ในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลที่ผมจะยกมานี้ อยากให้ผู้อ่านทุกๆคนทำความเข้าใจกับมัน เพื่อพิจารณาปรับพอร์ทการลงทุนหรือนำไปเป็นข้อมูลตัดสินใจในระยะยาว

ข้อมูลนี้โดยสรุปจะแสดงให้เห็นว่า ปริมาณหนี้ของอเมริกาต่อ GDP ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่วิกฤต 2008 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เติบโตแบบก้ากระโดดมาก และเมื่อดูข้อมูลรายได้และรายรับของ FED จะเห็นได้ชัดว่า รายจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนปี 2008 เสียอีก แต่ในทางกลับกัน รายได้กลับถดถอยลงอย่างชัดเจน

หากลองเปรียบเทียบสหรัฐอเมริกาเป็นบริษัทหนึ่งๆนั้น จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้กำลังเจอกับปัญหารายได้ที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยบริษัทนี้พยายามจะแก้ปัญหาโดยวิธีการกู้เงินปริมาณมากๆมาลงทุนเพิ่ม เพื่อหวังจะเพิ่มรายได้ (อัตราการว่างงานลดลง ปริมาณภาษีที่เก็บได้จากประชาชนก็เพิ่มขึ้น) ซึ่งเมื่อเทียบผลจากการทำงานของบริษัทนี้ (อัตราการว่างงาน) กับปริมาณเงินลงทุน อาจจะพูดได้ว่าอาจจะอยู่ในจุดล้มเหลวเลยก็ว่าได้

FED Expenditures


FED receipts

ยังไงก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอมานั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนไม่มากก็น้อยครับ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนทุกๆคนควรจะติดตามสภาวะเศรษฐกิจของต่างประเทศในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าตลาดทุนในประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับ Fund flow ของต่างประเทศอย่างมาก เพราะฉะนั้นการระวังตัวไว้ตลอดเวลาย่อมมีโอกาสที่จะเอาตัวรอดในสภาวะวิกฤตได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การลงทุนหลังการเลือกตั้ง

ในที่สุดการเลือกตั้งปี 2554 ของประเทศไทยก็จบลงที่ ประเทศไทยจะมีนายกหญิงเป็นคนแรก อย่างไรก็ตามก็ขอแสดงความยินดีและขอให้นักการเมืองทุกคนนำพาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรด้วยครับ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดทุนหลังจากการเลือกตั้งก็คงจะหนีไม่พ้นการเก็งกำไรบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งทำให้ผมนึกถึงบทความบทหนึ่งในหนังสือ Security Analysis ที่เขียนโดย Benjamin Graham ท่านได้แบ่งแยกการลงทุนออกมาเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ก็คือ Speculative (การเก็งกำไร) และ Investment (การลงทุน) สองคำนี้ได้สร้างความสับสนให้กับผู้ที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนหลายๆท่าน

ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปัจจัยสำหรับการลงทุนทั้งสองแบบ โดย การเก็งกำไรนั้นมาจากการดูปัจจัยทางตลาด (Market Factors) และปัจจัยสำหรับราคาในอนาคต (Future Value Factors) แต่สำหรับการลงทุนนั้นมาจากการดูมูลค่าพื้นฐานในปัจจุบัน (Instrinsic Value Factors) และปัจจัยราคาในอนาคต จะเห็นได้ว่าการลงทุนทั้งสองแบบนั้นจะมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ปัจจัยราคาในอนาคต ซึ่งมาจากการคิดคำนวนและคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท แต่ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนทั้งสองแบบต่างกันนั้นค่อนข้างจะแตกต่างชัดเจน

การลงทุน (Investment) นั้น จะดูอยู่กับสภาวะปัจจุบันของบริษัท เช่น วิสัยทัศของผู้บริหาร จำนวนหนี้สินหรือทรัพย์สินของบริษัท เป็นต้น ส่วนการเก็งกำไร (Speculative) นั้น จะดูปัจจัยที่เอื้อหนุนทางการตลาดของบริษัท ดังเช่น การคาดการณ์ว่านโยบายของรัฐบาลใหม่นั้นจะส่งผลประโยชน์กับบริษัทใดบ้าง

ที่ผมยกเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อเตือนสตินักลงทุนทั้งหลายที่กำลังจะลงทุนตามปัจจัยทางการตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า การลงทุนของท่านนั้นเป็นแบบใด เพราะหากนักลงทุนสามารถแบ่งแยกประเภทของการลงทุนได้แล้วก็ย่อมจะรู้ดีถึงจุดประสงค์ในการลงทุนนั้นๆ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือการเติบโตของประเทศเรานั้นคงจะได้รับผลกระทบจากสภาวะกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศพอสมควร เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุน นักลงทุนควรจะศึกษาสภาวะตลาดต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศของเราไว้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนักลงทุนเอง

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การเลือกตั้งและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

อันดับแรกขอกล่าวไว้ก่อนนะครับว่า บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อจะโจมตีใคร แต่เป็นการเขียนมาเพื่อให้นักลงทุนตระหนักถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ ทำให้บรรยากาศในตัวเมืองใหญ่ๆหลายๆเมืองจะเห็นบรรยากาศการหาเสียงที่ค่อนข้างคึกคัก โดยสังเกตุจากป้ายหาเสียงที่ติดตามข้างถนน จะเห็นได้ว่าบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นจะมีป้ายหาเสียงติดอยู่จนแทบจะไม่เห็นทางเท้ากันทีเดียว แน่นอนครับต่อจากป้ยหาเสียงก็ย่อมต้องเป็นการประกาศนโยบายของพรรคแต่ละพรรคที่จะมาใช้ในการบริหารประเทศ ซึ่งนโยบายที่สวยหรูเหล่านั้นย่อมมีทั้งที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้และไม่น่าจะมีทางเกิดขึ้นได้อยู่

นโยบายหลักๆที่แต่ละพรรคการเมืองนำออกมาโปรโมทก่อนอันดับแรกเลยคงจะหนีไม่พ้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ของแรงงาน ดังที่จะเห็นได้จากการผลักดันการขึ้นค่าแรง(เนื่องจากเงินเฟ้อ) การปล่อยหนี้ให้กับแรงงานหรือจะเป็นการตั้งกองทุนเพื่อให้กู้ยืมก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นจะต้องนำมาคิดเยอะกันเลยทีเดียวครับ การขึ้นค่าแรงนั้นเป็นการผลักภาระไปให้เจ้าของกิจการต่างๆ ในเรื่องของค่าใช้จ่าย บริษัทที่จำเป็นจะต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจนั้นคงได้รับผลกระทบกับนโยบายนี้อย่างมาก และมีความเป็นไปได้ที่บริษัทในไทยหลายๆบริษัทอาจจะใช้วิธีการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลที่ต้องการจะปรับระดับค่าแรงให้สูงขึ้นก็จำเป็นจะต้องพัฒนาเรื่องความรู้ความสามารถของแรงงานไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการว่างงานที่จะตามมาในระยะยาว

อีกประเด็นที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงมากๆก็คือการปล่อยกู้ให้กับบุคคลที่มีรายได้น้อย นโยบายนี้คงถูกใจคนหลายๆคนจริงอยู่ แต่ในระยะยาวอาจทำให้เกิดหนี้เสียในระบบได้หากไม่มีนโยบายการพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพตามกันไป ซึ่งเท่าที่ผมดูพรรคหลายๆพรรคมักจะมุ่งเน้นไปที่การปล่อยเงินออกมาเพิ่มสภาพคล่อง (ทั้งๆที่เรายังเจอกับปัญหาเงินเฟ้อกันอยู่) แต่ผมไม่ค่อยได้เห็นการผลักดันการพัฒนาการศึกษาของเราที่ชัดเจนนัก มันก็เข้าข่าย "จับปลาให้เขากินแต่ไม่ได้สอนเขาจับปลา" นั่นแหละครับ

แต่สิ่งที่น่ายินดีสำหรับการลงทุนในบ้านเราหรือประเทศในภูมิภาคเราก็คือ การพัฒนาระบบการขนส่ง ที่หลายๆพรรคส่งสัญญาณมาในด้านเดียวกันหมด หากเราลองไปดูการพัฒนาประเทศของประเทศที่พัฒนาแล้วจะเห็นได้ว่าระบบการขนส่งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อมีการขนส่งย่อมมีการส่งถ่ายความพัฒนาไปยังพื้นฐานที่ไม่มี

เพราะฉะนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกๆคนก่อนจะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศไทยนั้น จะต้องคิดวิเคราะห์ถึงผลในระยะยาวของนโยบายแต่ละพรรคการเมืองเป็นอย่างดี อย่านำความอคติที่เคยมีที่ผ่านมาเพื่อที่จะตัดสินใจ แต่ใช้ข้อเท็จจริงดูผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวเป็นหลักเพื่อการพัฒนาของประเทศไทยด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Value investing

ปัจจุบันวิธีการลงทุนแบบ Value investing เป็นที่นิยมสำหรับนักลงทุนกันมาก ซึ่งวิธีการลงทุนแบบนี้ก็มีการพิสูจน์กันให้เห็นแล้วว่าได้ผลลัพธ์เป็นอย่างดีเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ จึงเป็นที่ดึงดูดสำหรับนักลงทุนทุกๆคนเข้ามาศึกษาการลงทุนวิธีนี้ ผมลองสอบถามคนที่ลงทุนโดยวิธีนี้ที่ผมรู้จัก หลายๆคนเข้าใจมันไปในคนละทาง ทำให้วิธีการลงทุนนั้นไม่เป็นไปตาม Value investing จริงๆ

Value investing นั้นแปลตรงตัวก็คือ การลงทุนโดยดูจากมูลค่า ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการลงทุนในหุ้น อาจจะลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นก็ได้ แต่สำคัญที่ว่า นักลงทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่สินทรัพย์นั้นควรจะเป็น ยกตัวอย่างเช่น หากมูลค่าที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์ A มีมูลค่า $100 แต่มีคนต้องการขายสินทรัพย์ A ในราคา $80 เราก็สามารถซื้อสินทรัพย์นั้นและรอขายเมื่อราคาสินทรัพย์สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง($100)

สิ่งที่สำคัญอื่นอย่างของ Value investing ก็คือ การคำนวณมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งหากนักลงทุนเคยศึกษาวิชาทางด้านการเงินก็คงจะรู้จัก DCF NPV อะไรทำนองนี้ดี สิ่งสำคัญของเครื่องมือเหล่านี้ก็คือ สมมุติฐานในการคำนวณต่างๆ (Assumption) เช่น WACC, future cash flow ต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นักลงทุนจะต้องศึกษาหาข้อมูลในแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อการคาดการณ์ที่แม่นยำ เพราะฉะนั้นนักทุนที่ลงทุนในรูปแบบ Value investing ก็ควรที่จะเข้าใจถึงอุตสาหกรรมที่ตนเข้าไปลงทุนอย่างแท้จริงเสียก่อน และที่ขาดไม่ได้ก็คือนักลงทุนจำเป็นต้องใส่ใจที่จะคำนวณมูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆ เนื่องจากราคาเป้าหมายที่โบรกเกอร์บอกนักลงทุนมักจะไม่บอก Assumption ในการคำนวณ ทำให้นักลงทุนไม่เข้าใจพื้นฐานของราคานั้นๆเอง

มีความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Value investing อีกอย่างก็คือ นักลงทุนมักคิดว่า จะต้องลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลสูง แต่จริงๆแล้วความหมายของ Value investing นั้นไม่จำเป็นจะต้องจ่ายปันผลเสมอไป เนื่องจากเมื่อมีการจ่ายปันผลนักลงทุนก็จำเป็นจะต้องจ่ายภาษีนั่นเอง Value investing จึงเป็นการค้นหามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวนั่นเอง

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การคาดการณ์ EPS ในอนาคต

หากท่านผู้ที่เคยอ่านบทความ “การใช้ EPS ในการคัดเลือกหุ้น” ที่ผมเคยเขียนมาก่อนหน้านี้สักพักหนึ่ง ซึ่งจะพูดถึงการใช้ EPS ในอนาคตมาคำนวณถึงผลตอบแทนที่จะได้ คงจะมีคำถามว่า เราจะคาดการณ์ EPS ในอนาคตอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผมมีวิธีที่ผมใช้บางส่วน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายๆแต่ได้ประสิทธิภาพค่อนข้างมากครับ

1. เปรียบเทียบ EPS ย้อนหลัง วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งเราต้องไปหางบการเงินย้อนหลังของแต่ละบริษัทและนำมาคำนวณการเติบโตเป็น ปีต่อปี ดูว่าบริษัทจะเติบโตเป็นเท่าไหร่ วิธีนี้ต้องใช้ความสังเกตการณ์วิ่งของตัวเลขให้ดีครับ เช่น ถ้า ไตรมาส 1-3 ของปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว EPS เติบโต ใกล้เคียงกันตลอดเวลา เราก็สามารถคาดการณ์ EPS ของไตรมาสที่ 4 ได้ เช่นตัวอย่างนี้ครับ

สังเกตว่า Q2-Q4 ปี 2010 EPS มีค่าใกล้เคียง 0.4 บาท อีกทั้งแนวโน้ม EPS ยังเป็นการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสสูงที่ Q1 ปี 2011 EPS จะอยู่ใกล้เคียง 0.4 บาทเช่นกัน

2. การเปรียบเทียบกับ GDP วิธีนี้อาจจะต้องอาศัยการดูภาพ Macro-Economic สักหน่อยครับ ซึ่งหากลอง ตัวเลข GDP ไปเปรียบเทียบย้อนหลังกับ EPS ของบริษัท หลายๆครั้งที่เราจะเห็นแนวโน้มที่ปรับตัวไปตามกัน ซึ่งความหมายก็คือ เมื่อมีการประกาศตัวเลขคาดการณ์ GDP มาแล้ว ก็จะทำให้เราสามารถคาดการณ์ EPS ของบางบริษัทได้เหมือนกัน

3. ใช้การรับฟังข่าวจากผู้บริหาร วิธีนี้มีประโยชน์ทางอ้อมอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้บริหารทางอ้อมได้ แต่วิธีนี้อาจจะต้องรอเวลาในการเข้าซื้อด้วยเนื่องจาก ราคาหุ้นมักจะรับข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

การคาดการณ์ EPS ล่วงหน้านั้น จะต้องตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า กำไรในส่วนนี้มาจากอะไร เนื่องจาก กำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัท อาจจะมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือ ต้นทุนที่ลดลง หรือ การขายสินทรัพย์บางอย่างออกจากบริษัทก็ได้ครับ เพราะฉะนั้น หากเรารู้ที่มาของกำไรก้อนนั้นๆแล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะคำนวณ ราคาหุ้นที่ควรจะเป็นของบริษัทนั้นๆได้

จริงๆแล้วการคาดการณ์แบบนี้มันเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง วิธีที่ผมจะเขียนถึงนี้คงไม่สามารถการันตีได้ว่าจะถูกต้อง การคาดการณ์จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการศึกษา สภาพทางเศรษฐกิจ และ ตัวบริษัทเองด้วย ดังเช่น บุคคลต้นแบบอย่าง Warrant Buffett เองนั้น ก็ใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลอยู่นานเลยทีเดียวกว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นแต่ละตัว เพราะฉะนั้นเราเองหากอยากจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ก็จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้ และ ฝึกฝน เอามากๆครับ

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

GDP

หลายๆท่านคงเคยได้รู้จัก GDP (Gross Domestic Production) ตามข่าวต่างๆ แต่ไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงความหมายที่แท้จริงของมัน ซึ่งแท้จริงแล้ว GDP สามารถบ่งบอกปัจจัยทางการลงทุนได้หลายๆอย่าง

ตามทฤษฏีแล้ว GDP สามารถคำนวนจาก

GDP = Consumption + Investment + Government spending + (Export - Import)

Comsumption คือการบริโภคในประเทศ ซึ่งสังเกตุว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนในส่วนนี้เยอะ หมายความว่าประชาชนในประเทศมีกำลังในการบริโภคสูง ซึ่งส่งผลให้เงินหมุนเวียนและรัฐก็สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น

Investment คือการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ จะสังเกตุได้ว่าประเทศกำลังพัฒนาจะมีสัดส่วนในส่วนนี้ที่สูง

Government spending การลงทุนจากภาครัฐ เนื่องจากภาษีที่รัฐเก็บได้จะถูกส่งต่อไปเป็นการลงทุนเพื่อให้เงินกลับมาลงระบบอีกครั้ง ตัวอย่างง่ายๆก็คือ โครงการไทยเข้มแข็ง ของเรานั่นเอง

Export - Import ค่าความต่างการส่งออกและนำเข้าสินค้า

ตัวแปรแต่ละตัวสามารถส่งผลให้ต่อเงินหมุนเวียนในประเทศ เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมหรือจากภาครัฐ ทำให้เกิดการจ้างงานและส่งผลให้การใช้จ่าย (Consumption) สูงขึ้นในอนาคต ตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่างคือ อเมริกา หลังจากวิกฤตทางการเงินที่ผ่านมาการบริโภคในประเทศอเมริกามีการหดตัวอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงใช้นโยบาย QE ซึ่งอัดฉีดเงินจากภาครัฐลงไปในระบบโดยการไปซื้อ Bond จากอุตสาหกรรมต่างๆ และหวังว่าจะมีการลงทุนในประเทศสูงขึ้น จนสามารถลดอัตราการว่างงานและส่งผลให้การบริโภคในประเทศฟื้นตัว

GDP ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้คู่กับการลงทุนของเราได้ เช่นการเลือกอุตสาหกรรมที่จะลงทุน เช่น โครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลทำให้เกิดการลงทุนในภาครัฐ ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับการก่อสร้างทั้งหลายย่อมได้รับผลดีจากโครงการนี้ เราอาจจะใช้ GDP ในการวิเคราห์สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่เรากำลังไปลงทุน ซึ่งเราสามารถจำแนกอุตสาหกรรมที่น่าจะมีการเติบโตดีได้

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราได้ยินเรื่องของ GDP จากข่าวแหล่งต่างๆ ลองไปเจาะลึกดูอีกสักหน่อย เราจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าสนใจในประเทศต่างๆมากครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

Compounding Return

ผมเคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่จุดประกายความคิดผมได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็คือขอทานกับพระราชา ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่า พระราชาองค์หนึ่งได้ผลัดหลงเข้าไปในปีระหว่างล่าสัตว์ ได้ไปพบขอทานผู้หนึ่งเข้าจึงขอความช่วยเหลือจากขอทานคนนั้น ให้ช่วยนำทางตนออกไปจากป่าที เมื่อพระราชาออกมาจากป่าได้แล้วจึงอยากตอบแทนขอทานผู้นั้นที่ได้ช่วยชีวิตตน จึงคิดจะยกสมบัติส่วนหนึ่งในวังให้ขอทาน แต่ขอทานปฏิเสธและกราบทูลขอเป็นเงินเพียง 1 บาท และเพิ่มขึ้นสองเท่าในวันต่อๆมา เป็นเวลา สองเดือน พระราชาจึงตอบตกลง แต่ภายในเวลาไม่ถึง เดือนครึ่ง เงินในคลังก็หมดไปจากการจ่ายเงินให้กับขอทานผู้นี้
หากเราลองนำนิทานเรื่องนี้มาทำคิดคำนวณดูก็จะเข้าใจถึงมหัศจรรย์ของการทบต้น วันที่ 10 พระราชาจ่ายเงินเพียง 512 บาทให้ขอทาน แต่วันที่ 20 พระราชาจ่ายให้ขอทานถึง 524,288 บาท และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ หากเป็นวันที่ 60 (สองเดือน) พระราชาจะต้องจ่ายเงินประมาณ ห้าแสนเจ็ดหมื่นกว่าล้านล้านบาทแก่ขอทาน เงินจำนวนนี้ยังมากกว่างบประมาณประเทศของประเทศไทยหลายเท่าตัวมากครับ
การทำให้ Compounding Return ได้ผลออกมาชัดเจนนั้น มีอยู่สองปัจจัยหลักๆก็คือ 1.การเพิ่ม Return ต่อปีให้มากๆ กล่าวคือยิ่ง Return มากเท่าไหร่ ผลของการทบต้นก็ยิ่งเห็นผลชัดเจนมากเท่านั้น 2.ระยะเวลา วิธีนี้คือการ ใช้เวลามาช่วยในการเพิ่มช่วงเวลาการทบต้นให้ยาวขึ้น เพราะเมื่อมีระยะเวลามากขึ้นเท่าไหร่ การทบต้นก็จะชัดเจนขึ้นเช่นกัน เมื่อเราเปรียบเทียบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Compounding Return จะเห็นได้ว่า การเพิ่ม Return นั้นคงจะยากกว่าการเพิ่มเวลาแน่ๆ  ซึ่งหมายความว่า หากเราเริ่มต้นลงทุนเร็วขึ้นเท่าไหร่ ผลของ Compounding Return ยิ่งชัดเจนมากขึ้น

ผมลองทำการทดลอง Compounding Return ในอัตราต่างๆที่ต่างกันดู จาก 10% จนถึง 30% เพื่อศึกษาความแตกต่างของแต่ละอัตรา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 30% กับ 15% หากเป้าหมายของเราคือการเพิ่มมูลค่าของเงินต้น ให้เป็น สองเท่า จะเห็นว่า ที่อัตราผลตอบแทน 30% ต่อปี จะใช้เวลาเกือบสามปีเพื่อที่จะทำให้เงินต้นกลายเป็นสองเท่า ในขณะที่อัตราผลตอบแทน 15% ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่น้อยกว่า 30% อยู่ครึ่งหนึ่ง ใช้เวลาประมาณห้าปีเพื่อให้เงินต้นเพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่า ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว เวลามีผลมากกว่าตัวอัตราผลตอบแทนเสียอีก
ในขณะเดียวกันเมื่อมาคิดถึงดอกเบี้ยจ่ายบ้าง สมมุติว่าเรากู้เงินซื้อบ้าน เป็นเวลาหลายๆปี ลองใช้วิธีทบต้นไปคำนวณเงินที่คุณต้องเสียไปในการผ่อนดูครับว่าคุณจะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณเก็บเงินไปลงทุนให้เงินก้อนนั้นสร้างผลตอบแทนที่สามารถทบต้นได้แบบไหนจะดีกว่ากัน แต่บางครั้งความจำเป็นอาจจะมาบีบบังคับการใช้จ่ายเงินของเรา เช่น หากเราจำเป็นต้องหาที่อยู่อาศัย หรือ จำเป็นต้องมีรถยนต์เพื่อใช้ในการติดต่องาน ซึ่งถ้าเป็นความจำเป็น ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

การใช้ EPS เพื่อการวิเคราะห์ราคาหุ้น

จริงๆแล้ว Blog นี้ถือกำเนิดมาจากความคิดที่อยากจะรวบรวมไอเดียในการลงทุนในแบบต่างๆ เพื่อเป็นคลังข้อมูลและช่วยจุดประกายความคิดอีกด้วย แต่ว่าที่ผ่านๆมาเหมือนกับว่าจะเน้นไปถึงการวิเคราะห์แนวโน้มปัจจุบันซะมากกว่า ยังไงก็แล้วแต่หลังจากนี้จะพยายามไม่หลุดออกจากจุดประสงค์ที่ตั้งใจมากนักครับ ซึ่งข้อมูลที่ผมเอามาเขียนลงในนี้นั้น จะมาจากการความรู้ที่ผมได้ไปอ่านบทความหรือหนังสือต่างๆ แต่ก็อาจจะมีบางข้อมูลที่ผมสังเกตเองวิเคราะห์เอง ซึ่งอาจจะผิดได้ครับ ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆพี่ๆเห็นข้อผิดพลาด รบกวนแจ้งผมด้วยนะครับ จะได้เป็นการแก้ไขความเข้าใจผิดของผมและนำมาแบ่งปันกันต่อไปครับ
ช่วงที่สัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านและติดตามประวัติการลงทุนของนักลงทุนชื่อก้องโลก ที่เมื่อพูดไปนักลงทุนแทบจะทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของเขาแน่ครับ นั่นก็คือ Warren Buffett ในหนังสือชื่อ Buffettology ซึ่งเขียนโดย Mary Buffett ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงเทคนิคการลงทุนแบบ Warren
หลักการการลงทุนแบบ Warren นั้น หากลองไปหาบทความอ่านดูทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเอง ก็จะเจอข้อคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย บ้างก็ว่า Warren เน้นหุ้นปันผล ซึ่งหุ้นที่ทำกำไรสูงๆของเขาบางตัวไม่เคยจ่ายปันผลเลยสักครั้ง บ้างก็ว่าซื้อหุ้นที่ราคาถูก แต่ หลายๆคนก็ไม่รู้ว่า ราคาถูก นั้นคือราคาเท่าไหร่ก็แน่
ในหนังสือเล่มนี้มีเทคนิคการคัดเลือกหุ้นโดยวิธีการใช้ EPS (Earning Per Share) ซึ่ง Warren มักจะซื้อหุ้นที่มี EPS สูงๆ เทียบกับราคา แนวความคิดของเขาก็คือ เขาจะคิดว่า การซื้อหุ้นของเขาก็คือการลงทุนในธุรกิจชนิดหนึ่ง และ EPS ก็คือกำไรที่เขาได้มาจากการลงทุนในธุรกิจนั้น เช่น ถ้าหุ้นของบริษัทหนึ่งมีราคา 100 บาทต่อหุ้น และมี EPS อยู่ที่ 15 บาทต่อหุ้น ก็เท่ากับว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวนี้ เราจะสามารถทำกำไรได้ 15% ต่อปี
ผมประยุกเทคนิคนี้มาใช้ในการลงทุนของผมเองด้วย โดยสำหรับผมแล้วการลงทุนในหุ้นสักตัวนั้นผมอยากจะได้ผลกำไรมากกว่า 10% ต่อปี เป็นที่ตั้ง ซึ่ง rate นี้มาจากความพอใจของผมเอง โดยมีที่มาจากการคำนวณ compounding return เกิดผลสองเท่าตัวภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี และภายในเวลา 35 ปี ผมสามารถทำให้เงินงอกเงยขึ้นมา 32 เท่าตัว ฟังดูไม่เลวสักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ? ถ้าหากยังไม่เข้าใจหลักการของการทบต้นนี้ รออ่านบทความฉบับต่อๆไปนะครับ จากนั้นผมมักจะเอา EPS ของแต่ละบริษัทหารด้วย 0.1 (ซึ่งก็คือ 10%) หรือค่าที่มากกว่า และจะทำให้ได้ ราคาของหุ้นที่ผมจะเข้าซื้อ
หรือว่าเราจะใช้อัตราส่วน PER (Price per Earning Ratio) มาดูก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขของผมนั้นคือเป็นการพยายามหาหุ้นที่มี PER ต่ำกว่า 10 เท่า นั่นเอง แต่ PER นั้นก็จะมีข้อเสียในการดูการเติบโตของ EPS แต่ก็จะมีข้อดีในการรับรู้ถึงจากเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นเทียบกับ EPS
การใช้ EPS มาคำนวณหาราคาที่น่าเข้าซื้อหุ้นยังเป็นการลด Downside Risk ของเราได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ เนื่องจาก เมื่อเราซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำเอามากๆ โอกาสที่ราคาหุ้นจะลงไปต่ำกว่านั้นก็เป็นไปได้น้อยเอามากๆ ในขณะเดียวกันเมื่อเราซื้อราคาหุ้นที่สูงกว่าค่า EPS มากๆ (สำหรับผมคือน้อยกว่า 8%) ก็เป็นจุดที่แพงเกินไป หรือถ้าจะซื้อที่ราคานี้ ผมคิดว่าเอาไปลงทุนอย่างอื่นจะคุ้มกับค่าความเสี่ยงมากกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีที่ผมว่ามานั้นมีเงื่อนไขว่า อย่างน้อยบริษัทต้องมี EPS เติบโตไปเรื่อยๆ ตามราคาหุ้น ซึ่งการที่ EPS จะเติบโตได้นั้นก็ย่อมเป็นผลมาจากบริษัทที่พื้นฐานดี ซึ่งไว้บทความต่อๆไปผมจะพูดถึงการดูพื้นฐานบริษัทและการวิเคราะห์แนวโน้มของ EPS ครับ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้?!

เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้เกิดโศกนาฏกรรมใครใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นโดยเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ตะวันออกกลาง และ สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของยุโรป เหตุการณ์นี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์ราคาพลังงานต่างๆยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปอีก ดึงเช่นที่ผมได้กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่า ราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของอเมริกาอีกทั้งยังครอบคลุมถึงการควบคุมเงินเฟ้อของตลาดเกิดใหม่อย่างจีนหรือไทยเองก็ตาม


แต่ว่าถ้าหากอเมริกาจะฟื้นกลับมาจริงๆ คงเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น TIP ( ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปิน) เพราะนักลงทุนย่อมจะสนใจปรับพอทการลงทุนของตัวเองไปยังตลาดที่กำลังจะฟื้นตัว (turn around)  แต่ถ้าหากอเมริกายังไม่ฟื้น เราอาจจะได้ช่วงตลาดขาขึ้นเพราะเงินลงทุนจากต่างประเทศเนื่องจากมาตรการ QE 3 อีกก็เป็นได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือเงินเฟ้อจากพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นมาอีกและอาจจะเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเป็นขาลงของเศรษฐกิจไทยเลยก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตามช่วงนี้คงจะต้องรอดูสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศกันไปก่อน ผมเชื่อว่า ภายใน 2-3 เดือนนี้คงจะมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้และทำให้นักลงทุนหลายๆคนตัดสินใจได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ช่วงที่กำลังรอสัญญาณต่างๆเหล่านี้อยู่ นักลงทุนก็ควรจะหาความรู้ ศึกษาธุรกิจต่างๆ ปัจจัยบวกและลบสำหรับแต่ละธุรกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมพร้อมรอจังหวะการเข้าลงทุน

แต่อย่าลืมนะครับ ความเสี่ยงไม่จำเป็นจะต้องอยู่ใน การเมือง ปัจจัยเศรษฐกิจ อย่างเดียว แต่รวมถึง ภัยธรรมชาติ อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นด้วยเช่นกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

ของแพง!?

หลายๆวันนี้คงจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการขึ้นราคาของอุปโภคบริโภคกันเป็นจำนวนมาก มีทั้งมีการหยิบยกประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการขึ้นราคาสินค้าเหล่านี้ด้วย สินค้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดขณะนี้ก็คือสินค้าประเภทเกษตรที่มีความต้องการบริโภคจำนวนมากแต่ผู้ผลิตส่งจำหน่ายสินค้าไม่ทัน ทำให้เกิดการขยับราคาสินค้าขึ้นมา ซึ่งจริงๆปัญหาสินค้าราคาแพงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ประเทศอื่นก็เจอกับปัญหานี้เช่นกัน เพียงแต่ว่าประเทศไทยเรานั้นยังมีปัญหาด้านสินค้าพื้นฐานในหลายๆส่วน

หากจะให้ยกตัวอย่างให้ชัดเจนก็คือก๊าซหุงต้ม ที่รัฐบาลมองว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หากแต่มีการบริโภคเพื่อใช้สำหรับหุงหาอาหารอย่างเดียว แต่ทว่าทุกวันนี้ก๊าซหุงต้มกลับมีการนำมาใช้เพื่อเป็นพลังงานสำหรับยานยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งครับ เนื่องจากทางรัฐบาลมีการบริการด้านขนส่งมวลชนอยู่แล้ว ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ส่วนตัวในท้องถนนก็ควรจะต้องแบกรับภาระมากกว่าคนที่ไม่ใช้ แต่ทว่ารถยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มนั้น กลับไม่ได้แบกรับภาระที่ว่าและโยนภาระไปให้ผู้อื่นที่ต้องเสียภาษีเพื่อนำไปจ่ายส่วนต่างของก๊าซหุงต้มในตลาด (เมืองไทยปัจจุบันต้องนำเข้าก๊าซหุงต้ม)

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ประชากรบางส่วนทำให้การพัฒนาต่างๆหยุดชะงักลง เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะใช้พลังงานแบบอื่นนอกจากก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันนี้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยของเราก็ลดลงเรื่อยๆทุกวัน และมีการวิจัยกันว่า เราจะได้ใช้ก๊าซธรรมชาติไม่ถึง 20 ปี ต่อจากนี้ ทำให้มีการไปหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งนำเข้ามาจากแหล่งที่อยู่ไกลๆ ซึ่งทั้ง 2 แหล่งนี้มีราคาสูงกว่าที่ขุดเจาะในประเทศเรามาก และก็เป็นสาเหตุให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นนั่นเอง


แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันก็คือราคาน้ำมันที่อาจจะปรับตัวขึ้นอีกหากสถานการณ์ในแอฟริกาเหนือยังไม่ดีขึ้น ซึ่งในความคิดของผมนั้น หากราคาน้ำมันมีราคาสูงมากกว่านี้จะทำให้เศรษฐกิจในหลายๆประเทศที่กำลังจะฟื้นตัวกลับกลายเป็นไม่ฟื้นและจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศที่รุ่งเรืองอยู่หยุดชะงักได้
เราคงได้เห็นความพยายามในหลายๆประเทศที่จะหยุดความรุ่นแรงเหล่านี้ ซึ่งก็เพราะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยแรงขับดันจากราคาเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่านี้

สังเกตุได้ว่าปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าขยับขึ้นแท้จริงแล้วก็มาจากราคาต้นทุนที่ขยับขึ้นมา หากจะแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงได้นั้นจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขที่ต้นเหตุครับ แต่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของโลกแบบนี้ การกระจายความเสี่ยงให้ถูกวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญครับ อย่างไรก็ตามในความคิดของผม สถานการณ์ในแอฟริกาเหนือคงไม่ถึงขั้นนำไปสู่สงครามได้เนื่องจากหากเป็นเช่นนั้นแล้วก็คงจะเรียกได้ว่าเศรษฐกิจโลกคงจะถึงจุดวิกฤตอีกครั้งก็เป็นได้

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยังคงมีเวลาในการเลือกเข้าลงทุน

ตลาดหุ้นช่วงนี้มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงมาก เหมือนกับอากาศบ้านเราในช่วงนี้เลยครับ สัปดาห์ที่แล้วทำเอาผมไม่สบายเสียงหายกันเลยทีเดียว

ความผันผวนของตลาดหุ้นช่วงนี้นั้นเหตุหลักๆจะมาจากเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลทำให้นักลงทุนหลายๆคนสลับพอร์ทการลงทุนไปยังทรัพย์สินชนิดอื่นๆ เช่น ทองคำ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าแปรเปลี่ยนกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงมากๆและก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางคงไม่จบง่ายๆ

จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น (ขณะที่เขียนอยู่ราคาอยู่ที่ $99.12 WTI) ซึ่งเมื่อบวกกับสภาวะเงินเฟ้อที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังวิตกขณะนี้ จะส่งผลให้ปัญหาเงินเฟ้อมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ในช่วงนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าหุ้นพลังงานมีลักษณะที่ปรับตัวขึ้นรับกับข่าวการขึ้นราคาน้ำมัน แต่ให้พึงระวังไว้นะครับ เมื่อสถานการณ์ที่ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ในที่นี้ไม่ได้มองแต่ลิเบีย แต่ถ้าหากประเทศอื่นๆมีแนวโน้มืั้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเวลานั้นมาถึงหุ้นพลังงานที่อุ้มตลาดในตอนนี้ไว้คงจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตลาดทิ้งตัวอย่างรุนแรงได้

ช่วงนี้สิ่งที่ต้องพึงระวังคงจะเป็นสภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วสภาวะฟองสบู่นั้นหมายถึง การที่สินค้ามีราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงของมัน แต่คงจะเป็นการยากที่จะมาคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของสินค้าต่างๆ เพื่อวัดระดับฟองสบู่ แต่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าราคาสินค้าหลายๆตัวปรับตัวมาค่อนข้างสูง


หากเกิดฟองสบู่ในอุตสาหกรรมด้านต่างๆจริงๆแล้ว นักลงทุนก็ควรจะต้องลงทุนในบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อย ความหมายก็คือ ลงทุนในบริษัทที่สามารถควบคุมหนี้ระยะสั้นและระยะยาวได้ อีกทั้งยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่ขัดข้องหากเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมา สิ่งเหล่านี้เราจะเรียกว่า การตรวจเช็คสุขภาพของบริษัท ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จาก Balance Sheet ผมคิดว่าในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาสูงอีกครั้งโดยปราศจากกำลังซื้อที่ชัดเจนจะทำให้เกิดการทิ้งตัวอย่างรุนแรงเร็วๆนี้แน่ครับ

ทางที่ดีลองหาหุ้นที่มีสุขภาพดีๆสักตัวหนึ่งเก็บไว้ในใจและรอให้ตลาดทิ้งตัวลงมาค่อยเข้าซื้อจะทำให้เราลด downside risk และยังสามารถถือหุ้นต่อไปได้ยาวๆโดยไม่ต้องวิตกกับวิกฤตมากเท่าไหร่

อีกเรื่องที่สำคัญมากครับ ผมลองสังเกตุดัชนี SET ของเราในทุกๆปี จะค่อนข้างชัดเจนว่า 3 เดือนแรกของปี ดัชนี SET จะแกว่งตัวด้านข้างจากนั้นเมื่อมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่แน่ชัด จะทำให้ดัชนีมีการปรับตัวในแนวโน้มที่ชัดขึ้นเรื่อยๆหลังจากเดือนที่ 3-6 ในความหมายนี้คือ เรามีเวลาในการเลือกลงทุนอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน ก่อนที่ตลาดจะมีการปรับตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรใช้เวลาช่วงนี้ให้คุ้มค่าในการคัดเลือกหุ้นนะครับ

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

เนื่องจากก่อนที่ผมจะมาเขียนบทความนี้ ได้เข้าไปอ่านข่าวใน Bloomberg  และเห็นข่าวเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของจีน โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หนึ่งปีอยู่ที่ 6.06% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลาหนึ่งเป็นเช่นกันอยู่ที่ 3% โดยสาเหตุในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เพื่อชะลอเงินเฟ้อในตลาดจีน ซึ่งเมื่อเรามองไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่มีแนวโน้มจะขึ้นราคาตลอดเวลาและหากมองระยะยาวแล้วก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่

ลองกลับมาดูประเทศของเรากันบ้างครับ ประเทศไทยเราเองก็กำลังเจอกับภาวะเงินเฟ้อเช่นกัน แต่ว่าเราลองมาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าครับว่าแท้จริงแล้วเงินเฟ้อขึ้นได้อย่างไร

ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เงินเฟ้อก็คือ ของชิ้นหนึ่งมีราคาในปัจจุบันเท่ากับ 100 บาท แต่อีกสิบปีข้างหน้า เงิน 100 บาท ก็คงไม่พอที่จะซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆได้ ส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้เอง ทางวิชาการเราจะเรียกว่า time value of money

แท้จริงแล้วรากฐานของปัญหาเงินเฟ้อก็คือ เศรษฐกิจที่ดีเกินไปนั่นเองครับ?! กล่าวคือ เมื่อบริษัททำกำไรได้ดี ผลตอบแทนของพนักงานก็ย่อมดีขึ้นมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจปรกติหรือมีปัญหา และเมื่อประชากรในประเทศของเรามีกำลังซื้อที่มากขึ้น ก็จะมีการใช้จ่ายเงินในระบบมากขึ้น ทำให้กฏ demand & supply เริ่มทำงาน กำลังซื้อสูงขึ้นแต่ผลผลิตเพิ่มตามไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการขึ้นราคาสินค้า ที่เราได้ยินกันติดหูในช่วงนี้ก็จะเป็นสินค้าจำพวก น้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง สิ่งนี้แหละครับที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น


เครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่จะใช้แก้ปัญหาเงินเฟ้อในระบบนั่นคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายครับ เมื่อดอกเบี้ยนะโยบายสูงก็จะลดความร้อนแรงในการใช้จ่ายเงินลงได้ เช่นหากคนจะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือรถ ก็จะต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆในสภาวะตลาดร้อนแรงเช่นนี้ และเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆก็อาจจะก่อปัญหาฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจขึ้นมาได้อีก

ประเด็นก็คือหากควบคุมเงินเฟ้อเศรษฐกิจก็จะชะลอ และเมื่อเศรษฐกิจชะลอ กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ต้องปรับตัวลง ในมุมมองของผมนั้น อัตราเงินเฟ้อบ้านเรายังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือจีน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือประเทศคู่ค้าของเรานั้นมีสภาพเศรษฐกิจแบบไหนซะมากกว่า หากประเทศคู่ค้าของเรามีสภาพเศรษฐกิจที่ดี ก็ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจของบ้านเราดีตามไปด้วย

ผมมักจะดูสภาพเศรษฐกิจจากการอุปโภคบริโภคของพวกเรากันเอง แม้ผมจะได้ยินคนบางคนพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดี ของราคาแพง (ซึ่งถ้าเข้าใจหลักเงินเฟ้อแล้ว ก็คงฟังแล้วขัดๆกันแปลกๆ) แต่เท่าที่ผมเห็น มีรถยนต์ป้ายแดงออกมาวิ่งกันเกลื่อนถนนเลยครับ แล้วทุกๆคนลองสังเกตุดูรอบๆข้างระหว่างการเดินทางดูนะครับว่า สภาพเศรษฐกิจหรือการลงทุนในประเทศเรามีสภาพเป็นยังไงกันบ้าง

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นไทย

หลายๆวันที่ผ่านมานี้ ภาพของตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีแนวโน้มขาลงตลอด จนมีหลายๆคนถึงกับตั้งคำถามกันว่านี่เป็นตลาดขาลงแล้วหรือปล่าว? การที่เราจะตอบคำถามนี้ได้นั้น จะต้องมองกลับไปดูสาเหตุของปัญหาของตลาดหุ้นขาลง ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะเน้นก็คือ "ระยะเวลาในการลงทุน" เนื่องจากถ้าเราตีกรอบระยะเวลาการลงทุนไว้สั้น สิ่งที่จะเห็นในช่วงสั้นๆก็คงจะเป็นตลาดขาลง อย่างแน่นอน แต่ถ้ามองตลาดในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ภาพที่เห็นก็จะเป็นอีกอย่างได้เลยครับ

หลายๆวันที่ผ่านมา มักจะได้ยินข่าวเช่น ต่างชาติขายพันล้าน หรือ สองพันล้าน หลายๆคนให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากๆ ซึ่งตามความคิดผมนั้น ผมค่อนข้างขัดแย้งกับการดูเพียงตัวเลขซื้อขายสุทธิ ผมมักจะดูปริมาณการซื้อและการขายแยกกัน ส่วนเหตุผลที่ผมมองแบบแยกจากกันนั้น ไว้โอกาสหน้าจะหยิบมาพูดอีกทีครับ

การซื้อขายของต่างชาตินี้เอง ที่จะเป็นตัววัด Fund flow ที่ไหลเข้าหรือไหลออกในตลาดหุ้น ซึ่งหากเกิดการไหลออกของต่างชาติจริงๆ ตามความคิดผม ถ้าบริษัทจดทะเบียนยังมีความสามารถในการทำกำไร ตลาดหุ้นก็ยังไม่เข้าสู่ช่วงตลาดขาลงครับ แต่ว่าเมื่อมีการไหลออกของเงินทุนจะทำให้เกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น กล่าวคือราคาหุ้นจะปรับลงมาสร้างฐานนั่นเอง

แล้วอะไรคือสาเหตุที่จะทำให้เงินไหลออกไปละครับ? เมื่อว่ากันด้วยพื้นฐานการลงทุน นักลงทุนทุกคนมักจะต้องคาดหวังกำไรที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้จากการลงทุนของตน ซึ่งความหมายก็คือ เงินจะไหลออกจากประเทศไทยก็ต่อเมื่อมีตลาดที่สามารถทำกำไรได้มากกว่าตลาดของเรานั่นเอง ถ้าดูจากราคาตลาดหุ้นในประเทศต่างๆที่ผ่านมา ตลาดที่น่าลงทุนที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นตลาดที่เพิ่งจบขาลงมาใหม่ๆหรือว่าตลาดเกิดใหม่ ซึ่งตลาดที่มีปัยจัยลบอย่างอเมริกาหรือยุโรปจะส่งผลให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำ ถ้าหากประเทศเหล่านี้มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน แน่นอนครับ เงินทุนคงไหลไปทางนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจาก upside ของตลาดเหล่านั้นมากกว่าของประเทศไทยอย่างมาก


สำหรับยุโรปแล้วคงจะคาดหวังยากครับ เมื่อดูการขายพันธบัตรที่นำมาเทียบกับหนี้แล้วยังต่างกันอยู่มาก เพราะฉะนั้นยุโรปคงจะเจอปัญหาเศรษฐกิจอีกสัก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย แต่เมื่อดูอเมริกา ในช่วงนี้มักจะมีข่าวออกมาในแง่บวกแต่เหมือนที่ผมได้เคยกล่าวไว้ว่า สัญญาณทางเศรษฐกิจยังออกมาไม่ครบทำให้เป็นการยากที่จะวิเคราะห์ว่าอเมริกาจะพื้นได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆครับ ทุกครั้งที่อเมริกาเจอปัญญาเศรษฐกิจ ก็จะแก้โดยวิธีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ (ดังในสงครามโลกครั้งที่สอง) แต่ทว่าที่ผ่านๆมานั้นการอัดฉีดเงินจะทำให้เกิดการสร้างงาน "ในประเทศ" แต่ในปัจจุบันเมื่ออัดฉีดเงินกลับกลายเป็นเงินนั้นไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเราเรียกว่า capital fly นั่นเองครับ


ผมยังมองว่าเศรษฐกิจบ้านเรายังไปได้อยู่ถ้าเกิดไม่มีปัจจัยลบของการเมือง เพราะฉะนั้นปีนี้ที่นักวิเคราะห์มองว่าดัชนีไทยจะไปถึง 1200 นั้น ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกำไรมากขึ้นก็มีจ่ายปันผลที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถึงราคาหุ้นจะไม่ไปนักลงทุนก็ยังได้กำไรจากเงินปันผล อย่างน้อยก็ดีกว่าฝากเงินไว้ในแบงค์ครับ

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

พื้นฐานและราคาหุ้นกับสภาพเศรษฐกิจ

ในสภาวะตลาดที่ผันผวนแบบนี้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับราคาหุ้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากสิ่งนี้เองจะทำให้เรารู้ได้ว่าหุ้นแต่ละตัวมีมูลค่าสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น

ตามทฤษฏีแล้วนั้น หุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดรองจะเป็นการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยบริษัทจดทะเบียนจะไม่ได้เงินทุนจากการซื้อขายในตลาดนี้ ถ้าอย่างนั้นทำไมจึงมีการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ถือหุ้นเกินขึ้น? โดยพื้นฐานแล้วการลงทุนในหุ้นนั้น นักลงทุนจะลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลตอบแทน ส่วนต่างจากราคาซื้อขายเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ซึ่งความคิดนี้เองจะอยู่ภายใต้ความมีเหตุผลของนักลงทุนในการซื้อหุ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผลักดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นได้นั้น ก็คือ เงินปันผล นั่นเอง

หลายๆคนคงเคยได้ยินนะครับว่า เงินปันผลจากหุ้นนั้นควรจะอยู่ราวๆสัก 3% ขึ้นไป และนี่ก็เป็นอีกวิธีในการเลือกซื้อหุ้นประกอบกับการดู PER ซึ่ง PER ก็คืออัตราส่วนระหว่าง ราคาหุ้นกับกำไรของบริษัท การเลือกซื้อหุ้นที่มีโอกาสจะเติบโตนั้นก็คือการดูหุ้นที่ค่า PER มีโอกาสจะลดลง ในอีกคำพูดหนึ่งก็คือ กำไรของบริษัทจะเติบโตมากขึ้น ซึ่งมีบริษัทมีกำไรมากขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะต้องจ่ายเงินปันผลมากกว่าปรกติ เงินปันผลนี้เองจะถูกแปลงไปเป็นค่าเปอเซ็นการปันผล ค่านี้แหละครับที่จะผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้



จะลองยกตัวอย่างง่ายๆให้ดูนะครับ ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีราคาเท่ากับ 100 บาท โดย PER เท่ากับ 10 เท่า และในแต่ละปีจะจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 5 บาท ซึ่งก็คือ 5% นั่นเอง ถ้าหากมีการวิเคราะห์ว่าบริษัทนี้จะทำกำไรได้มากกว่าเดิม 25% ซึ่งจะทำให้ PER ตกลงมาที่ 8 เท่า อีกทั้งยังมีความหมายอีกนัยได้ว่า เงินปันผลก็ควรจะเพิ่มเป็น 6.25 บาท เมื่อคิดไปถึงราคาหุ้นที่ 100 บาทแล้ว การจ่ายเงินปันผลครั้งใหม่ของบริษัทนี้จะเท่ากับ 6.25% เลยทีเดียว และเมื่อนักลงทุนรับรู้ข่าวก็จะเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจนราคา ไปถึงประมาณ 125 บาท ซึ่งเป็นราคาที่จะได้เงินปันผลที่ 5% เท่าเดิม

ทีนี้เราลองย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ในตลาดหุ้นบ้านเรากันบ้างครับ สิ่งที่นักลงทุนกลัวก็คือเงินลงทุนต่างชาติจะออกนอกตลาดไป ซึ่งหากเราใช้แนวคิดการกดดันราคาหุ้นจากเงินปันผลแล้ว จะพบว่าปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเรายังไม่เปลี่ยน แต่เราค้องมาดูว่าราคาหุ้นแต่ละตัวของเราตอนที่เราเข้าซื้อกับเงินปันผลที่คาดว่าจะได้นั้นเทียบกับปีที่ผ่านๆมาแล้วยังถือว่าเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่หรือไม่ หรือราคามันสูงเกินกว่าปีที่ผ่านๆมาแล้ว

เมื่อมองเห็นราคาหุ้นที่ตกลงมาขนาดนี้สวนทางกับการคาดการณ์ผลประกอบการของตลาดที่คาดว่าจะดีขึ้นมาก อนาคตยังไงก็แล้วแต่หากบริษัทยังมีกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังไงราคาหุ้นก็ต้องขึ้นมาตามราคาพื้นฐานอยู่ดี ก่อนจะตัดสินใจซื้อหรือขาย ลองตรวจสอบดูเงินปันผลในอดีตเทียบกับ PER และราคาหุ้น จะทำให้เรามีความปลอดภัยในการซื้อหุ้นสูงมากทีเดียวครับ แต่อย่าลืมนะครับว่าเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในขณะที่กำไรจากส่วนต่างราคาไม่ต้องเสียภาษีครับ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

อารมณ์กับราคาหุ้น

เนื่องจากตลาดในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนอยู่สูงเนื่องจากเพิ่งจะเป็นการเริ่มต้นของปี 2011 ซึ่งแนวโน้มของเศรษฐกิจในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเราจะสามารถเห็นดัชนีเป็นในลักษณะแกว่งตัวหรือที่เรียกว่า sideway นั่นเอง แต่ถ้าหากดูแนวโน้มความร้อนแรงของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียนั้นยังมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนหลายๆประเทศกำลังหามาตราการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป ทำให้อย่างน้อยต้นครึ่งปีนี้ตลาดยังมีแรงดันให้สูงขึ้นอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ร้อนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมานั่นเอง

ดังที่ผมเคยกล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ครับ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาอยู่ในสภาพปรกติแล้ว คงต้องบอกว่า ทั้งอเมริกาและยุโรปเป็นปัยจัยสำคัญ และยังมีอีกข้อครับ ซึ่งก็คือฟองสบู่ของเศรษฐกิจเอเชีย ภายในปีสองปีนี้เราคงจะได้เห็นภาพของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของประเทศเอเชียและการอัดฉีดเงินเข้าระบบของอเมริกาและยุโรปด้วยการขายพันธบัตรระยะยาว

ในช่วงเศรษฐกิจที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนย่อมเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เครื่องมือในการวิเคราะห์นั้น ทางทฤษฏีแล้วแบ่งได้เป็นสองวิธีหลักๆครับ ก็คือ Technical และ Fundamental ซึ่งแบบแรกนั้นจะเป็นการใช้ข้อมูลย้อนหลังในการวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตโดยไม่คำนึงถึงข่าวทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ในแบบที่สองนั้นจะใช้วิธีดูพื้นฐานของบริษัท นั่นก็คือ ยอดขาย กำไร หนี้สิน ทรัพย์สิน และดูอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งวิธีนี้ก็จะใช้ข้อมูลในอดีตบางส่วนเพื่อที่จะคาดคะเนถึงราคาในอนาคต



แต่สิ่งที่ผมสังเกตุครับ ราคาหุ้นในตลาดนั้นจริงๆแล้วเกิดมาจาก ปริมาณความต้องการซื้อ และ ปริมาณความต้องการขาย ล้วนๆครับ Technical และ Fundamental จะเป็นแค่เหตุผลในการชักจูงคนเข้ามาซื้อขายนั่นเอง ในความหมายนี้ก็คือ แม้ว่าหุ้นจะมีสัญญาณทาง Technical หรือ Fundamental ดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้านักลงทุนพากันเทขายหุ้น ราคาหุ้นก็ย่อมตกเป็นธรรมดา

ปัจจุบันมักมีผู้ลงทุนที่ใช้หลักการ Fundament Analysis ในการคัดเลือกหุ้นเพื่อดูสุขภาพของบริษัทและดูแนวโน้มในอนาคต แต่เวลาเข้าซื้อหรือขายเพื่อที่จะให้ได้ราคาที่ดีที่สุดนั้นมักจะต้องใช้ Technical Analysis เข้ามาวิเคราะห์กราฟ สำหรับผมวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยเนื่องจาก ข้อมูลที่ Technical ให้มานั้นย่อมมาจากการแปลพื้นฐานของบริษัท (Fundamental) เข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าซื้อโดยใช้ Technical ซึ่งมีการศึกษาพื้นฐานมาแล้วนั้นย่อมทำให้ข้อมูลถูกต้องมากขึ้น

แต่ วิธีนี้ก็ไม่ทำให้การวิเคราะห์เราถูกต้องเสมอไปครับ อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขาย หรือเรียกง่ายๆว่า อารมณ์ของนักลงทุนในขณะนั้น มีตัวอย่างง่ายๆอยู่อย่างนึงครับ วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาคงจะจำกันได้นะครับว่า ค่าเงินบาทเราถูกลดมูลค่ามาครึ่งนึงอีกที่แบงค์ๆแห่งก็ปิดตัวลง ทั้งนี้ทั้งนั้น Prof. Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 2008 ได้กล่าวไว้ว่า ตามทฤษฏีแล้วมูลค่าของเงินบาทควรจะลดมาเพียง 30% เท่านั้น และแบงค์หลายๆแบงค์ที่ไม่ได้มีหนี้เสียมากมายก็จะไม่เสียหายถึงขนาดต้องปิดตัวลง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่า "ความกลัว" ของนักลงทุนนั้นมีมาก ถึงขนาดว่า แห่กันไปขายเงินบาทและถอนเงินออกจากแบงค์จนทำให้ค่าเงินบาทถูกลดมูลค่ามากกว่าที่มันควรจะเป็นและส่งผลให้แบงค์หลายๆแห่งถูกเพิ่มหนี้จากการอ่อนตัวของเงินบาทอีกทั้งเงินฝากก็น้อยลงทำให้ต้องปิดตัวลงในที่สุด

ผมกำลังนึกถึงการใช้ปริมาณซื้อขายมาใช้ในการวิเคราะห์อยู่ครับ ซึ่งผมเชื่อว่าในตลาดคงมีบางคนสังเกตุเห็นจุดนี้และนำเครื่องมือนี้มาใช้วิเคราะห์แล้ว อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผมกำลังเก็บข้อมูลส่วนนี้อยู่ หากมีเรื่องน่าสนใจอะไร ก็จะนำมาเสนอต่อไปครับ อย่างไรก็ตามถ้าตลาดมีอารมณ์หวาดกลัวหนักๆ ซึ่งผมคิดว่าอย่างไรก็ตามคงไม่หนีปัยจัยที่กล่าวมาตอนต้นๆอย่างแน่นอน นักลงทุนอาจจะต้องขายหุ้นเสียก่อนแม้ว่าสัญญาณทาง Technical หรือ Fundamental จะดีอย่างไรก็ตาม

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

still uptrend?

สองวันที่ผ่านมา SET index อาจจะทำให้ใครหลายๆคนตกใจจนถึงกับคิดว่านี่อาจจะเป็นขาลงของตลาดหุ้นก็เป็นได้ ซึ่งนับว่าแปลกครับ เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐอเมริกา สูงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการไว้ ตามทฤษฏีแล้ว ค่าตัวเลขเหล่านี้ย่อมแสดงถึง ศักยภาพของเศรษฐกิจในอนาคต แต่ว่า! หากแต่ดูเพียงตัวเลขการจ้างงานนั้นยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเศรษฐกิจของอเมริกากำลังจะฟื้นแล้ว เราคงต้องรออีกสักระยะครับ รอเพื่อที่จะให้ผลการผลิตเกินขึ้นและทำกำไรให้กับบริษัทเหล่านั้น แต่ถ้าหากว่าผลการผลิตสูงก็จริงแต่ทำกำไรให้บริษัทไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมกลัวที่สุดครับ แล้วทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ดีขึ้นกลับทำให้ตลาดหุ้นมีแรงเทขายออกมาเยอะผิดปรกติ?

ในความคิดของผมข่าวตัวเลขเหล่านี้นั้นไม่สามารถสู้ได้กับข่าวทางด้าน ประเทศในกลุ่มยุโรป ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพา IMF ในการกู้ยืมเงินมาบริหารประเทศครับ จุดนี้แหละครับที่น่ากลัว เนื่องจากถ้าประเทศใดๆทำการขอความช่วยเหลือจาก IMF แล้ว คณะกรรมการจาก IMF จะเข้ามาจัดการระบบการเงินในประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงการขึ้นภาษี หรือ การควบคุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบถึงทุกๆประเทศครับ

อีกข่าวที่เป็นข่าวร้ายมากๆ คือ อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาขึ้นมาสูงเกินกว่า 10% แล้ว เนื่องจากราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น นี่เป็นสัญญาณอันตรายอันดับต้นๆของวิกฤตเลยครับ (ใครผ่านปีวิกฤตปี 40 มาน่าจะจำได้)

ช่วยวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เศรษฐวิบัติ ของคุณ Paul Krugman ซึ่งเป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงวิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง วิกฤตของ ปฏิหารแห่งเอเชีย ซึ่งมี ไทย มาเลเซีย และ อินโนนีเซีย ซึ่งสาเหตุของวิกฤตเหล่านี้ก็คือ การก่อหนี้มากเกินตัวของบริษัทต่างๆ ซึ่งสัญญาณต่างๆจะเห็นชัดเมื่ออัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาสูง เพราะรัฐบาลมีอาวุธอยู่อย่างเดียวที่จะสู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งนี้เองที่อาจจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ครับ เพราะ บริษัทที่ต้องการจะขยายกิจการก็จะต้องเจอกับอุปสรรคดอกเบี้ยซึ่งสูงเอามากๆ

อย่างไรก็ตามผมก็มีมุมมองด้านบวกกับตลาดในช่วงนี้อยู่เหมือนกันนะครับ ซึ่งก็คือ ปริมาณการซื้อขายของต่างชาตินั้นมีตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งถ้าเราดูแต่เพียงตัวเลขสุทธินั้นย่อมจะตกใจเป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะการขายของต่างชาตินั้นรุนแรงมากทีเดียว แต่ว่า หากเรามาดูแยกระหว่างการซื้อและการขายของต่างชาติ ตั้งแต่ปีใหม่มา

จะเห็นได้ชัดเจนครับว่าแรงซื้อนั้นค่อนข้างนิ่งเลยทีเดียว แต่แรงขายกลับมากขึ้นอย่างผิดปรกติ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจครับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการเหวี่ยงขนาดนี้ แต่ผมยังเชื่อมั่นว่า พื้นฐานของประเทศเราไม่ได้เปลี่ยนครับ และ ปัญหาของหลายๆประเทศก็ยังไม่น่ากังวลเท่าไหร่นัก (แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณมาก็ตาม) ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นคงอยู่ในช่วง sideway up แต่อย่างไรก็ตามให้ระวังช่วงครึ่งปีหลังนะครับว่า จะมีข่าวร้ายมาเพิ่มเติมกับข่าวร้ายที่มีในวันนี้หรือปล่าว

สุดท้ายนี้มีข้อคิดอยู่ข้อนึงครับ ตามทฤษฏี Elliot Wave เราไม่จำเป็นต้องนับคลื่นครับ แต่ตามทฤษฏีได้บอกไว้ว่าคลื่นขาขึ้นลูกสุดท้ายนั้นย่อมมากับ ความเชื่อมั่นสูงสุดของนักลงทุน ซึ่งจุดนี้เองหุ้นเก็งกำไรจะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนทั้งหลายเข้าไป

แล้วตอนนี้ทุกคนถือหุ้นหุ้นประเภทไหนกันอยู่ครับ?

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ปี 2554 กระต่ายจะกระโดดได้สูงหรือปล่าว?

สวัสดีปีใหม่ครับ

ผมขออวยพรให้ทุกๆท่านมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงไม่ใช่แค่ปี 2554 เท่านั้นแต่ตลอดไปครับ

หลังจากที่ส่งข้อมูลผ่าน e-mail กันอยู่นานผมเลยตัดสินใจว่าควรจะทำเป็นบล็อคสำหรับบทความที่ผมได้เขียน ซึ่งช่องทางนี้เองจะสามารถทำให้ผมมีช่องทางพูดคุยกับทุกๆคนได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ที่ผมส่งข้อมูลต่างๆให้ทุกๆคน เพื่อจะได้เช็คการวิเคราะห์ตลาดหรือหุ้นแต่ละตัว เพื่อดูความน่าจะเป็น และเผื่อว่าท่านได้มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือขัดแย้งก็จะสามารถกรองข้อมูลได้อีกต่อนึงครับ

เพราะฉะนั้นหากเพื่อนๆพี่ๆ ทุกคนมีข้อคิดเห็น โต้แย้ง หรือติชม ก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปี 2554 นี้เปิดต้นมีมาด้วยปริมาณการซื้อขายที่สามารถทำให้ตลาดของไทยเราไปยืนเหนือ 1050 ได้! เนื่องจากมีกระแสบวกจากต่างประเทศในด้านการผลิตและการจ้างงาน ที่ประกาศออกมาสูงกว่าที่คาดการ ทำให้มีหลายๆคนคิดว่า สหรัฐ กำลังจะกลับมาหรือปล่าว หากว่ากันตามทฤษฏีนะครับ การอัดฉีดเงินของอเมริกา (QE2) เป็นการกระตุ้นให้เกิดการ ลงทุน ซึ่งจะทำให้การจ้างงานสูงขึ้น และเมื่อคนมีงานทำก็จะมีเงินบริโภคด้วยเช่นกัน ทำให้เงินหมุนเวียนในอเมริกามีความคล่องตัวอีกครั้ง

หากแต่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าการบริโภคของอเมริกากลับมาแล้ว เราอาจจะดูในเรื่องของสินค้าคงคลังที่จะประกาศออกมาว่ามีการลดลงหรือปล่าวหรือถ้าเพิ่มขึ้น มันเพิ่มขึ้นมาจากอะไร

ข้อมูลจาก Economist (ผมไปเห็นมาจาก Stock2morrow อีกที)


ไม่ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาจะสำเร็จหรือไม่แต่ที่เห็นแน่ๆคือ จำนวนเงินที่ถูกอัดฉีดในระบบ ทำให้ตลาดเอเชียแข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่ ยุโรปกลับเจอปัญหาชนิดร้ายแรงเลยทีเดียว

หากคิดจะลงทุนในช่วงนี้ เราน่าจะไปดูในธุรกิจที่หนีออกจากยุโรปสักหน่อยก็น่าจะดีกว่าและจะดีมากถ้าธุรกิจนั้นอยู่ในแถบเอเชียของเรา เพราะ GDP มันจะสะท้อนถึงการลงทุนในแต่ละประเทศ ในอีกความหมายก็คือเมื่อ GDP สูง คนในประเทศมักจะมีกำลังซื้อตามมา

แต่หลายๆคนถามผมนะครับว่า ตลาดหุ้นช่วงนี้ฟองสบู่แล้วหรือยัง? ผมมักจะถามกลับว่า เขากำลังดูกลุ่มธุรกิจอะไรอยู่ ในความคิดผมนั้น บางกลุ่มธุรกิจก็เป็นฟองสบู่ขนาดกำลังดีเลยทีเดียว (เหมือนมี demand หลอกเข้ามา) แต่หลายๆธุรกิจก็ยังเติบโตไปได้อยู่ครับ

ลองยกตัวอย่างดูนะครับ ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน เช่น ถ่านหิน น้ำมัน โรงไฟฟ้า ธุรกิจเหล่านี้ผมมักจะดู GDP มาเปรียบเทียบครับ เนื่องจาก หากการผลิตของประเทศกำลังเติบโต ย่อมต้องมีการใช้พลังงานที่เติบโตขึ้นตาม และเท่าที่ดู ปีสองปีนี้ กลุ่มเอเชียของเราน่าจะเดินหน้าไปได้อยู่ ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้ย่อมจะมีอุปสงค์ที่แท้จริง ทำให้การเติบโตของบริษัทนั้นมีความสมเหตุสมผลอยู่

ในความคิดผมธุรกิจที่เป็นฟองสบู่ อาจจะโดนกระทบเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่ถึงกับจะทำให้ทั้งตลาดพังได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุนในธุรกิจอะไรก็ตาม ลองหาข้อมูลก่อนนะครับว่า เขาทำธุรกิจอะไร supply มากจากไหน และเขาไปขายใคร สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวป้องกันการขาดทุนได้อย่างดีครับ

ช่วงนี้ระวังอย่าเข้าซื้อโดยปราศจากข้อมูลนะครับ ถ้าเห็นหุ้นวิ่งขึ้นแล้วคิดว่ามันดีแน่ๆ ขอให้คิดไว้ครับว่าราคาตรงนี้แพงหรือยัง ถ้าแพงแล้ว มันแพงเพราะอะไร (ต้องมีตัวเปรียบเทียบที่สมเหตุสมผลด้วยครับ) หากพลีพลามเข้าไปซื้อแล้วติดหุ้น คราวนี้อาจจะรอกันอีกนานเลยทีเดียว