วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นไทย

หลายๆวันที่ผ่านมานี้ ภาพของตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีแนวโน้มขาลงตลอด จนมีหลายๆคนถึงกับตั้งคำถามกันว่านี่เป็นตลาดขาลงแล้วหรือปล่าว? การที่เราจะตอบคำถามนี้ได้นั้น จะต้องมองกลับไปดูสาเหตุของปัญหาของตลาดหุ้นขาลง ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะเน้นก็คือ "ระยะเวลาในการลงทุน" เนื่องจากถ้าเราตีกรอบระยะเวลาการลงทุนไว้สั้น สิ่งที่จะเห็นในช่วงสั้นๆก็คงจะเป็นตลาดขาลง อย่างแน่นอน แต่ถ้ามองตลาดในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ภาพที่เห็นก็จะเป็นอีกอย่างได้เลยครับ

หลายๆวันที่ผ่านมา มักจะได้ยินข่าวเช่น ต่างชาติขายพันล้าน หรือ สองพันล้าน หลายๆคนให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากๆ ซึ่งตามความคิดผมนั้น ผมค่อนข้างขัดแย้งกับการดูเพียงตัวเลขซื้อขายสุทธิ ผมมักจะดูปริมาณการซื้อและการขายแยกกัน ส่วนเหตุผลที่ผมมองแบบแยกจากกันนั้น ไว้โอกาสหน้าจะหยิบมาพูดอีกทีครับ

การซื้อขายของต่างชาตินี้เอง ที่จะเป็นตัววัด Fund flow ที่ไหลเข้าหรือไหลออกในตลาดหุ้น ซึ่งหากเกิดการไหลออกของต่างชาติจริงๆ ตามความคิดผม ถ้าบริษัทจดทะเบียนยังมีความสามารถในการทำกำไร ตลาดหุ้นก็ยังไม่เข้าสู่ช่วงตลาดขาลงครับ แต่ว่าเมื่อมีการไหลออกของเงินทุนจะทำให้เกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น กล่าวคือราคาหุ้นจะปรับลงมาสร้างฐานนั่นเอง

แล้วอะไรคือสาเหตุที่จะทำให้เงินไหลออกไปละครับ? เมื่อว่ากันด้วยพื้นฐานการลงทุน นักลงทุนทุกคนมักจะต้องคาดหวังกำไรที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้จากการลงทุนของตน ซึ่งความหมายก็คือ เงินจะไหลออกจากประเทศไทยก็ต่อเมื่อมีตลาดที่สามารถทำกำไรได้มากกว่าตลาดของเรานั่นเอง ถ้าดูจากราคาตลาดหุ้นในประเทศต่างๆที่ผ่านมา ตลาดที่น่าลงทุนที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นตลาดที่เพิ่งจบขาลงมาใหม่ๆหรือว่าตลาดเกิดใหม่ ซึ่งตลาดที่มีปัยจัยลบอย่างอเมริกาหรือยุโรปจะส่งผลให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำ ถ้าหากประเทศเหล่านี้มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน แน่นอนครับ เงินทุนคงไหลไปทางนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจาก upside ของตลาดเหล่านั้นมากกว่าของประเทศไทยอย่างมาก


สำหรับยุโรปแล้วคงจะคาดหวังยากครับ เมื่อดูการขายพันธบัตรที่นำมาเทียบกับหนี้แล้วยังต่างกันอยู่มาก เพราะฉะนั้นยุโรปคงจะเจอปัญหาเศรษฐกิจอีกสัก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย แต่เมื่อดูอเมริกา ในช่วงนี้มักจะมีข่าวออกมาในแง่บวกแต่เหมือนที่ผมได้เคยกล่าวไว้ว่า สัญญาณทางเศรษฐกิจยังออกมาไม่ครบทำให้เป็นการยากที่จะวิเคราะห์ว่าอเมริกาจะพื้นได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆครับ ทุกครั้งที่อเมริกาเจอปัญญาเศรษฐกิจ ก็จะแก้โดยวิธีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ (ดังในสงครามโลกครั้งที่สอง) แต่ทว่าที่ผ่านๆมานั้นการอัดฉีดเงินจะทำให้เกิดการสร้างงาน "ในประเทศ" แต่ในปัจจุบันเมื่ออัดฉีดเงินกลับกลายเป็นเงินนั้นไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเราเรียกว่า capital fly นั่นเองครับ


ผมยังมองว่าเศรษฐกิจบ้านเรายังไปได้อยู่ถ้าเกิดไม่มีปัจจัยลบของการเมือง เพราะฉะนั้นปีนี้ที่นักวิเคราะห์มองว่าดัชนีไทยจะไปถึง 1200 นั้น ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกำไรมากขึ้นก็มีจ่ายปันผลที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถึงราคาหุ้นจะไม่ไปนักลงทุนก็ยังได้กำไรจากเงินปันผล อย่างน้อยก็ดีกว่าฝากเงินไว้ในแบงค์ครับ

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

พื้นฐานและราคาหุ้นกับสภาพเศรษฐกิจ

ในสภาวะตลาดที่ผันผวนแบบนี้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับราคาหุ้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากสิ่งนี้เองจะทำให้เรารู้ได้ว่าหุ้นแต่ละตัวมีมูลค่าสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น

ตามทฤษฏีแล้วนั้น หุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดรองจะเป็นการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยบริษัทจดทะเบียนจะไม่ได้เงินทุนจากการซื้อขายในตลาดนี้ ถ้าอย่างนั้นทำไมจึงมีการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ถือหุ้นเกินขึ้น? โดยพื้นฐานแล้วการลงทุนในหุ้นนั้น นักลงทุนจะลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลตอบแทน ส่วนต่างจากราคาซื้อขายเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ซึ่งความคิดนี้เองจะอยู่ภายใต้ความมีเหตุผลของนักลงทุนในการซื้อหุ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผลักดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นได้นั้น ก็คือ เงินปันผล นั่นเอง

หลายๆคนคงเคยได้ยินนะครับว่า เงินปันผลจากหุ้นนั้นควรจะอยู่ราวๆสัก 3% ขึ้นไป และนี่ก็เป็นอีกวิธีในการเลือกซื้อหุ้นประกอบกับการดู PER ซึ่ง PER ก็คืออัตราส่วนระหว่าง ราคาหุ้นกับกำไรของบริษัท การเลือกซื้อหุ้นที่มีโอกาสจะเติบโตนั้นก็คือการดูหุ้นที่ค่า PER มีโอกาสจะลดลง ในอีกคำพูดหนึ่งก็คือ กำไรของบริษัทจะเติบโตมากขึ้น ซึ่งมีบริษัทมีกำไรมากขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะต้องจ่ายเงินปันผลมากกว่าปรกติ เงินปันผลนี้เองจะถูกแปลงไปเป็นค่าเปอเซ็นการปันผล ค่านี้แหละครับที่จะผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้



จะลองยกตัวอย่างง่ายๆให้ดูนะครับ ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีราคาเท่ากับ 100 บาท โดย PER เท่ากับ 10 เท่า และในแต่ละปีจะจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 5 บาท ซึ่งก็คือ 5% นั่นเอง ถ้าหากมีการวิเคราะห์ว่าบริษัทนี้จะทำกำไรได้มากกว่าเดิม 25% ซึ่งจะทำให้ PER ตกลงมาที่ 8 เท่า อีกทั้งยังมีความหมายอีกนัยได้ว่า เงินปันผลก็ควรจะเพิ่มเป็น 6.25 บาท เมื่อคิดไปถึงราคาหุ้นที่ 100 บาทแล้ว การจ่ายเงินปันผลครั้งใหม่ของบริษัทนี้จะเท่ากับ 6.25% เลยทีเดียว และเมื่อนักลงทุนรับรู้ข่าวก็จะเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจนราคา ไปถึงประมาณ 125 บาท ซึ่งเป็นราคาที่จะได้เงินปันผลที่ 5% เท่าเดิม

ทีนี้เราลองย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ในตลาดหุ้นบ้านเรากันบ้างครับ สิ่งที่นักลงทุนกลัวก็คือเงินลงทุนต่างชาติจะออกนอกตลาดไป ซึ่งหากเราใช้แนวคิดการกดดันราคาหุ้นจากเงินปันผลแล้ว จะพบว่าปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเรายังไม่เปลี่ยน แต่เราค้องมาดูว่าราคาหุ้นแต่ละตัวของเราตอนที่เราเข้าซื้อกับเงินปันผลที่คาดว่าจะได้นั้นเทียบกับปีที่ผ่านๆมาแล้วยังถือว่าเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่หรือไม่ หรือราคามันสูงเกินกว่าปีที่ผ่านๆมาแล้ว

เมื่อมองเห็นราคาหุ้นที่ตกลงมาขนาดนี้สวนทางกับการคาดการณ์ผลประกอบการของตลาดที่คาดว่าจะดีขึ้นมาก อนาคตยังไงก็แล้วแต่หากบริษัทยังมีกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังไงราคาหุ้นก็ต้องขึ้นมาตามราคาพื้นฐานอยู่ดี ก่อนจะตัดสินใจซื้อหรือขาย ลองตรวจสอบดูเงินปันผลในอดีตเทียบกับ PER และราคาหุ้น จะทำให้เรามีความปลอดภัยในการซื้อหุ้นสูงมากทีเดียวครับ แต่อย่าลืมนะครับว่าเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในขณะที่กำไรจากส่วนต่างราคาไม่ต้องเสียภาษีครับ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

อารมณ์กับราคาหุ้น

เนื่องจากตลาดในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนอยู่สูงเนื่องจากเพิ่งจะเป็นการเริ่มต้นของปี 2011 ซึ่งแนวโน้มของเศรษฐกิจในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเราจะสามารถเห็นดัชนีเป็นในลักษณะแกว่งตัวหรือที่เรียกว่า sideway นั่นเอง แต่ถ้าหากดูแนวโน้มความร้อนแรงของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียนั้นยังมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนหลายๆประเทศกำลังหามาตราการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป ทำให้อย่างน้อยต้นครึ่งปีนี้ตลาดยังมีแรงดันให้สูงขึ้นอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ร้อนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมานั่นเอง

ดังที่ผมเคยกล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ครับ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาอยู่ในสภาพปรกติแล้ว คงต้องบอกว่า ทั้งอเมริกาและยุโรปเป็นปัยจัยสำคัญ และยังมีอีกข้อครับ ซึ่งก็คือฟองสบู่ของเศรษฐกิจเอเชีย ภายในปีสองปีนี้เราคงจะได้เห็นภาพของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของประเทศเอเชียและการอัดฉีดเงินเข้าระบบของอเมริกาและยุโรปด้วยการขายพันธบัตรระยะยาว

ในช่วงเศรษฐกิจที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนย่อมเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เครื่องมือในการวิเคราะห์นั้น ทางทฤษฏีแล้วแบ่งได้เป็นสองวิธีหลักๆครับ ก็คือ Technical และ Fundamental ซึ่งแบบแรกนั้นจะเป็นการใช้ข้อมูลย้อนหลังในการวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตโดยไม่คำนึงถึงข่าวทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ในแบบที่สองนั้นจะใช้วิธีดูพื้นฐานของบริษัท นั่นก็คือ ยอดขาย กำไร หนี้สิน ทรัพย์สิน และดูอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งวิธีนี้ก็จะใช้ข้อมูลในอดีตบางส่วนเพื่อที่จะคาดคะเนถึงราคาในอนาคต



แต่สิ่งที่ผมสังเกตุครับ ราคาหุ้นในตลาดนั้นจริงๆแล้วเกิดมาจาก ปริมาณความต้องการซื้อ และ ปริมาณความต้องการขาย ล้วนๆครับ Technical และ Fundamental จะเป็นแค่เหตุผลในการชักจูงคนเข้ามาซื้อขายนั่นเอง ในความหมายนี้ก็คือ แม้ว่าหุ้นจะมีสัญญาณทาง Technical หรือ Fundamental ดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้านักลงทุนพากันเทขายหุ้น ราคาหุ้นก็ย่อมตกเป็นธรรมดา

ปัจจุบันมักมีผู้ลงทุนที่ใช้หลักการ Fundament Analysis ในการคัดเลือกหุ้นเพื่อดูสุขภาพของบริษัทและดูแนวโน้มในอนาคต แต่เวลาเข้าซื้อหรือขายเพื่อที่จะให้ได้ราคาที่ดีที่สุดนั้นมักจะต้องใช้ Technical Analysis เข้ามาวิเคราะห์กราฟ สำหรับผมวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยเนื่องจาก ข้อมูลที่ Technical ให้มานั้นย่อมมาจากการแปลพื้นฐานของบริษัท (Fundamental) เข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าซื้อโดยใช้ Technical ซึ่งมีการศึกษาพื้นฐานมาแล้วนั้นย่อมทำให้ข้อมูลถูกต้องมากขึ้น

แต่ วิธีนี้ก็ไม่ทำให้การวิเคราะห์เราถูกต้องเสมอไปครับ อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขาย หรือเรียกง่ายๆว่า อารมณ์ของนักลงทุนในขณะนั้น มีตัวอย่างง่ายๆอยู่อย่างนึงครับ วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาคงจะจำกันได้นะครับว่า ค่าเงินบาทเราถูกลดมูลค่ามาครึ่งนึงอีกที่แบงค์ๆแห่งก็ปิดตัวลง ทั้งนี้ทั้งนั้น Prof. Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 2008 ได้กล่าวไว้ว่า ตามทฤษฏีแล้วมูลค่าของเงินบาทควรจะลดมาเพียง 30% เท่านั้น และแบงค์หลายๆแบงค์ที่ไม่ได้มีหนี้เสียมากมายก็จะไม่เสียหายถึงขนาดต้องปิดตัวลง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่า "ความกลัว" ของนักลงทุนนั้นมีมาก ถึงขนาดว่า แห่กันไปขายเงินบาทและถอนเงินออกจากแบงค์จนทำให้ค่าเงินบาทถูกลดมูลค่ามากกว่าที่มันควรจะเป็นและส่งผลให้แบงค์หลายๆแห่งถูกเพิ่มหนี้จากการอ่อนตัวของเงินบาทอีกทั้งเงินฝากก็น้อยลงทำให้ต้องปิดตัวลงในที่สุด

ผมกำลังนึกถึงการใช้ปริมาณซื้อขายมาใช้ในการวิเคราะห์อยู่ครับ ซึ่งผมเชื่อว่าในตลาดคงมีบางคนสังเกตุเห็นจุดนี้และนำเครื่องมือนี้มาใช้วิเคราะห์แล้ว อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผมกำลังเก็บข้อมูลส่วนนี้อยู่ หากมีเรื่องน่าสนใจอะไร ก็จะนำมาเสนอต่อไปครับ อย่างไรก็ตามถ้าตลาดมีอารมณ์หวาดกลัวหนักๆ ซึ่งผมคิดว่าอย่างไรก็ตามคงไม่หนีปัยจัยที่กล่าวมาตอนต้นๆอย่างแน่นอน นักลงทุนอาจจะต้องขายหุ้นเสียก่อนแม้ว่าสัญญาณทาง Technical หรือ Fundamental จะดีอย่างไรก็ตาม

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

still uptrend?

สองวันที่ผ่านมา SET index อาจจะทำให้ใครหลายๆคนตกใจจนถึงกับคิดว่านี่อาจจะเป็นขาลงของตลาดหุ้นก็เป็นได้ ซึ่งนับว่าแปลกครับ เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐอเมริกา สูงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการไว้ ตามทฤษฏีแล้ว ค่าตัวเลขเหล่านี้ย่อมแสดงถึง ศักยภาพของเศรษฐกิจในอนาคต แต่ว่า! หากแต่ดูเพียงตัวเลขการจ้างงานนั้นยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเศรษฐกิจของอเมริกากำลังจะฟื้นแล้ว เราคงต้องรออีกสักระยะครับ รอเพื่อที่จะให้ผลการผลิตเกินขึ้นและทำกำไรให้กับบริษัทเหล่านั้น แต่ถ้าหากว่าผลการผลิตสูงก็จริงแต่ทำกำไรให้บริษัทไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมกลัวที่สุดครับ แล้วทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ดีขึ้นกลับทำให้ตลาดหุ้นมีแรงเทขายออกมาเยอะผิดปรกติ?

ในความคิดของผมข่าวตัวเลขเหล่านี้นั้นไม่สามารถสู้ได้กับข่าวทางด้าน ประเทศในกลุ่มยุโรป ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพา IMF ในการกู้ยืมเงินมาบริหารประเทศครับ จุดนี้แหละครับที่น่ากลัว เนื่องจากถ้าประเทศใดๆทำการขอความช่วยเหลือจาก IMF แล้ว คณะกรรมการจาก IMF จะเข้ามาจัดการระบบการเงินในประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงการขึ้นภาษี หรือ การควบคุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบถึงทุกๆประเทศครับ

อีกข่าวที่เป็นข่าวร้ายมากๆ คือ อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาขึ้นมาสูงเกินกว่า 10% แล้ว เนื่องจากราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น นี่เป็นสัญญาณอันตรายอันดับต้นๆของวิกฤตเลยครับ (ใครผ่านปีวิกฤตปี 40 มาน่าจะจำได้)

ช่วยวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เศรษฐวิบัติ ของคุณ Paul Krugman ซึ่งเป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงวิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง วิกฤตของ ปฏิหารแห่งเอเชีย ซึ่งมี ไทย มาเลเซีย และ อินโนนีเซีย ซึ่งสาเหตุของวิกฤตเหล่านี้ก็คือ การก่อหนี้มากเกินตัวของบริษัทต่างๆ ซึ่งสัญญาณต่างๆจะเห็นชัดเมื่ออัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาสูง เพราะรัฐบาลมีอาวุธอยู่อย่างเดียวที่จะสู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งนี้เองที่อาจจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ครับ เพราะ บริษัทที่ต้องการจะขยายกิจการก็จะต้องเจอกับอุปสรรคดอกเบี้ยซึ่งสูงเอามากๆ

อย่างไรก็ตามผมก็มีมุมมองด้านบวกกับตลาดในช่วงนี้อยู่เหมือนกันนะครับ ซึ่งก็คือ ปริมาณการซื้อขายของต่างชาตินั้นมีตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งถ้าเราดูแต่เพียงตัวเลขสุทธินั้นย่อมจะตกใจเป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะการขายของต่างชาตินั้นรุนแรงมากทีเดียว แต่ว่า หากเรามาดูแยกระหว่างการซื้อและการขายของต่างชาติ ตั้งแต่ปีใหม่มา

จะเห็นได้ชัดเจนครับว่าแรงซื้อนั้นค่อนข้างนิ่งเลยทีเดียว แต่แรงขายกลับมากขึ้นอย่างผิดปรกติ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจครับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการเหวี่ยงขนาดนี้ แต่ผมยังเชื่อมั่นว่า พื้นฐานของประเทศเราไม่ได้เปลี่ยนครับ และ ปัญหาของหลายๆประเทศก็ยังไม่น่ากังวลเท่าไหร่นัก (แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณมาก็ตาม) ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นคงอยู่ในช่วง sideway up แต่อย่างไรก็ตามให้ระวังช่วงครึ่งปีหลังนะครับว่า จะมีข่าวร้ายมาเพิ่มเติมกับข่าวร้ายที่มีในวันนี้หรือปล่าว

สุดท้ายนี้มีข้อคิดอยู่ข้อนึงครับ ตามทฤษฏี Elliot Wave เราไม่จำเป็นต้องนับคลื่นครับ แต่ตามทฤษฏีได้บอกไว้ว่าคลื่นขาขึ้นลูกสุดท้ายนั้นย่อมมากับ ความเชื่อมั่นสูงสุดของนักลงทุน ซึ่งจุดนี้เองหุ้นเก็งกำไรจะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนทั้งหลายเข้าไป

แล้วตอนนี้ทุกคนถือหุ้นหุ้นประเภทไหนกันอยู่ครับ?

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ปี 2554 กระต่ายจะกระโดดได้สูงหรือปล่าว?

สวัสดีปีใหม่ครับ

ผมขออวยพรให้ทุกๆท่านมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงไม่ใช่แค่ปี 2554 เท่านั้นแต่ตลอดไปครับ

หลังจากที่ส่งข้อมูลผ่าน e-mail กันอยู่นานผมเลยตัดสินใจว่าควรจะทำเป็นบล็อคสำหรับบทความที่ผมได้เขียน ซึ่งช่องทางนี้เองจะสามารถทำให้ผมมีช่องทางพูดคุยกับทุกๆคนได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ที่ผมส่งข้อมูลต่างๆให้ทุกๆคน เพื่อจะได้เช็คการวิเคราะห์ตลาดหรือหุ้นแต่ละตัว เพื่อดูความน่าจะเป็น และเผื่อว่าท่านได้มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือขัดแย้งก็จะสามารถกรองข้อมูลได้อีกต่อนึงครับ

เพราะฉะนั้นหากเพื่อนๆพี่ๆ ทุกคนมีข้อคิดเห็น โต้แย้ง หรือติชม ก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปี 2554 นี้เปิดต้นมีมาด้วยปริมาณการซื้อขายที่สามารถทำให้ตลาดของไทยเราไปยืนเหนือ 1050 ได้! เนื่องจากมีกระแสบวกจากต่างประเทศในด้านการผลิตและการจ้างงาน ที่ประกาศออกมาสูงกว่าที่คาดการ ทำให้มีหลายๆคนคิดว่า สหรัฐ กำลังจะกลับมาหรือปล่าว หากว่ากันตามทฤษฏีนะครับ การอัดฉีดเงินของอเมริกา (QE2) เป็นการกระตุ้นให้เกิดการ ลงทุน ซึ่งจะทำให้การจ้างงานสูงขึ้น และเมื่อคนมีงานทำก็จะมีเงินบริโภคด้วยเช่นกัน ทำให้เงินหมุนเวียนในอเมริกามีความคล่องตัวอีกครั้ง

หากแต่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าการบริโภคของอเมริกากลับมาแล้ว เราอาจจะดูในเรื่องของสินค้าคงคลังที่จะประกาศออกมาว่ามีการลดลงหรือปล่าวหรือถ้าเพิ่มขึ้น มันเพิ่มขึ้นมาจากอะไร

ข้อมูลจาก Economist (ผมไปเห็นมาจาก Stock2morrow อีกที)


ไม่ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาจะสำเร็จหรือไม่แต่ที่เห็นแน่ๆคือ จำนวนเงินที่ถูกอัดฉีดในระบบ ทำให้ตลาดเอเชียแข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่ ยุโรปกลับเจอปัญหาชนิดร้ายแรงเลยทีเดียว

หากคิดจะลงทุนในช่วงนี้ เราน่าจะไปดูในธุรกิจที่หนีออกจากยุโรปสักหน่อยก็น่าจะดีกว่าและจะดีมากถ้าธุรกิจนั้นอยู่ในแถบเอเชียของเรา เพราะ GDP มันจะสะท้อนถึงการลงทุนในแต่ละประเทศ ในอีกความหมายก็คือเมื่อ GDP สูง คนในประเทศมักจะมีกำลังซื้อตามมา

แต่หลายๆคนถามผมนะครับว่า ตลาดหุ้นช่วงนี้ฟองสบู่แล้วหรือยัง? ผมมักจะถามกลับว่า เขากำลังดูกลุ่มธุรกิจอะไรอยู่ ในความคิดผมนั้น บางกลุ่มธุรกิจก็เป็นฟองสบู่ขนาดกำลังดีเลยทีเดียว (เหมือนมี demand หลอกเข้ามา) แต่หลายๆธุรกิจก็ยังเติบโตไปได้อยู่ครับ

ลองยกตัวอย่างดูนะครับ ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน เช่น ถ่านหิน น้ำมัน โรงไฟฟ้า ธุรกิจเหล่านี้ผมมักจะดู GDP มาเปรียบเทียบครับ เนื่องจาก หากการผลิตของประเทศกำลังเติบโต ย่อมต้องมีการใช้พลังงานที่เติบโตขึ้นตาม และเท่าที่ดู ปีสองปีนี้ กลุ่มเอเชียของเราน่าจะเดินหน้าไปได้อยู่ ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้ย่อมจะมีอุปสงค์ที่แท้จริง ทำให้การเติบโตของบริษัทนั้นมีความสมเหตุสมผลอยู่

ในความคิดผมธุรกิจที่เป็นฟองสบู่ อาจจะโดนกระทบเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่ถึงกับจะทำให้ทั้งตลาดพังได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุนในธุรกิจอะไรก็ตาม ลองหาข้อมูลก่อนนะครับว่า เขาทำธุรกิจอะไร supply มากจากไหน และเขาไปขายใคร สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวป้องกันการขาดทุนได้อย่างดีครับ

ช่วงนี้ระวังอย่าเข้าซื้อโดยปราศจากข้อมูลนะครับ ถ้าเห็นหุ้นวิ่งขึ้นแล้วคิดว่ามันดีแน่ๆ ขอให้คิดไว้ครับว่าราคาตรงนี้แพงหรือยัง ถ้าแพงแล้ว มันแพงเพราะอะไร (ต้องมีตัวเปรียบเทียบที่สมเหตุสมผลด้วยครับ) หากพลีพลามเข้าไปซื้อแล้วติดหุ้น คราวนี้อาจจะรอกันอีกนานเลยทีเดียว