วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปัยจัยที่สำคัญทางเศรษฐกิจของอเมริกา

ช่วงนี้ปัจจัยหลักๆที่เข้ามากดดันในตลาดทุนของโลกซึ่งสร้างความกังวลแก่นักลงทุนอย่างมากก็คือ ปัญหาหนี้สินของยุโรปและอเมริกา เร็วๆนี้รัฐบาลของอิตาลีเพิ่งประกาศมาตรการรัดเข็มขัด กล่าวคือการขึ้นอัตราภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ โดยหวังว่าการเพิ่มอัตราภาษีนี้จะช่วยให้ชะลอการสร้างหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของตัวรัฐเองด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้เหล่านี้พยายามผลักดันนโยบายขึ้นอัตราภาษีกันถ้วนหน้า

ในโอกาสนี้ผมจึงนำข้อมูลที่น่าสนใจของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่เจอกับปัญหาหนี้ในส่วนของที่พักอาศัยมาในปี 2008 แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับสภาวะหนี้ในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลที่ผมจะยกมานี้ อยากให้ผู้อ่านทุกๆคนทำความเข้าใจกับมัน เพื่อพิจารณาปรับพอร์ทการลงทุนหรือนำไปเป็นข้อมูลตัดสินใจในระยะยาว

ข้อมูลนี้โดยสรุปจะแสดงให้เห็นว่า ปริมาณหนี้ของอเมริกาต่อ GDP ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่วิกฤต 2008 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เติบโตแบบก้ากระโดดมาก และเมื่อดูข้อมูลรายได้และรายรับของ FED จะเห็นได้ชัดว่า รายจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนปี 2008 เสียอีก แต่ในทางกลับกัน รายได้กลับถดถอยลงอย่างชัดเจน

หากลองเปรียบเทียบสหรัฐอเมริกาเป็นบริษัทหนึ่งๆนั้น จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้กำลังเจอกับปัญหารายได้ที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยบริษัทนี้พยายามจะแก้ปัญหาโดยวิธีการกู้เงินปริมาณมากๆมาลงทุนเพิ่ม เพื่อหวังจะเพิ่มรายได้ (อัตราการว่างงานลดลง ปริมาณภาษีที่เก็บได้จากประชาชนก็เพิ่มขึ้น) ซึ่งเมื่อเทียบผลจากการทำงานของบริษัทนี้ (อัตราการว่างงาน) กับปริมาณเงินลงทุน อาจจะพูดได้ว่าอาจจะอยู่ในจุดล้มเหลวเลยก็ว่าได้

FED Expenditures


FED receipts

ยังไงก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอมานั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนไม่มากก็น้อยครับ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนทุกๆคนควรจะติดตามสภาวะเศรษฐกิจของต่างประเทศในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าตลาดทุนในประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับ Fund flow ของต่างประเทศอย่างมาก เพราะฉะนั้นการระวังตัวไว้ตลอดเวลาย่อมมีโอกาสที่จะเอาตัวรอดในสภาวะวิกฤตได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การลงทุนหลังการเลือกตั้ง

ในที่สุดการเลือกตั้งปี 2554 ของประเทศไทยก็จบลงที่ ประเทศไทยจะมีนายกหญิงเป็นคนแรก อย่างไรก็ตามก็ขอแสดงความยินดีและขอให้นักการเมืองทุกคนนำพาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรด้วยครับ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดทุนหลังจากการเลือกตั้งก็คงจะหนีไม่พ้นการเก็งกำไรบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งทำให้ผมนึกถึงบทความบทหนึ่งในหนังสือ Security Analysis ที่เขียนโดย Benjamin Graham ท่านได้แบ่งแยกการลงทุนออกมาเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ก็คือ Speculative (การเก็งกำไร) และ Investment (การลงทุน) สองคำนี้ได้สร้างความสับสนให้กับผู้ที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนหลายๆท่าน

ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปัจจัยสำหรับการลงทุนทั้งสองแบบ โดย การเก็งกำไรนั้นมาจากการดูปัจจัยทางตลาด (Market Factors) และปัจจัยสำหรับราคาในอนาคต (Future Value Factors) แต่สำหรับการลงทุนนั้นมาจากการดูมูลค่าพื้นฐานในปัจจุบัน (Instrinsic Value Factors) และปัจจัยราคาในอนาคต จะเห็นได้ว่าการลงทุนทั้งสองแบบนั้นจะมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ปัจจัยราคาในอนาคต ซึ่งมาจากการคิดคำนวนและคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท แต่ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนทั้งสองแบบต่างกันนั้นค่อนข้างจะแตกต่างชัดเจน

การลงทุน (Investment) นั้น จะดูอยู่กับสภาวะปัจจุบันของบริษัท เช่น วิสัยทัศของผู้บริหาร จำนวนหนี้สินหรือทรัพย์สินของบริษัท เป็นต้น ส่วนการเก็งกำไร (Speculative) นั้น จะดูปัจจัยที่เอื้อหนุนทางการตลาดของบริษัท ดังเช่น การคาดการณ์ว่านโยบายของรัฐบาลใหม่นั้นจะส่งผลประโยชน์กับบริษัทใดบ้าง

ที่ผมยกเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อเตือนสตินักลงทุนทั้งหลายที่กำลังจะลงทุนตามปัจจัยทางการตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า การลงทุนของท่านนั้นเป็นแบบใด เพราะหากนักลงทุนสามารถแบ่งแยกประเภทของการลงทุนได้แล้วก็ย่อมจะรู้ดีถึงจุดประสงค์ในการลงทุนนั้นๆ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือการเติบโตของประเทศเรานั้นคงจะได้รับผลกระทบจากสภาวะกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศพอสมควร เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุน นักลงทุนควรจะศึกษาสภาวะตลาดต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศของเราไว้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนักลงทุนเอง