วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

เนื่องจากก่อนที่ผมจะมาเขียนบทความนี้ ได้เข้าไปอ่านข่าวใน Bloomberg  และเห็นข่าวเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของจีน โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หนึ่งปีอยู่ที่ 6.06% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลาหนึ่งเป็นเช่นกันอยู่ที่ 3% โดยสาเหตุในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เพื่อชะลอเงินเฟ้อในตลาดจีน ซึ่งเมื่อเรามองไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่มีแนวโน้มจะขึ้นราคาตลอดเวลาและหากมองระยะยาวแล้วก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่

ลองกลับมาดูประเทศของเรากันบ้างครับ ประเทศไทยเราเองก็กำลังเจอกับภาวะเงินเฟ้อเช่นกัน แต่ว่าเราลองมาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าครับว่าแท้จริงแล้วเงินเฟ้อขึ้นได้อย่างไร

ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เงินเฟ้อก็คือ ของชิ้นหนึ่งมีราคาในปัจจุบันเท่ากับ 100 บาท แต่อีกสิบปีข้างหน้า เงิน 100 บาท ก็คงไม่พอที่จะซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆได้ ส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้เอง ทางวิชาการเราจะเรียกว่า time value of money

แท้จริงแล้วรากฐานของปัญหาเงินเฟ้อก็คือ เศรษฐกิจที่ดีเกินไปนั่นเองครับ?! กล่าวคือ เมื่อบริษัททำกำไรได้ดี ผลตอบแทนของพนักงานก็ย่อมดีขึ้นมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจปรกติหรือมีปัญหา และเมื่อประชากรในประเทศของเรามีกำลังซื้อที่มากขึ้น ก็จะมีการใช้จ่ายเงินในระบบมากขึ้น ทำให้กฏ demand & supply เริ่มทำงาน กำลังซื้อสูงขึ้นแต่ผลผลิตเพิ่มตามไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการขึ้นราคาสินค้า ที่เราได้ยินกันติดหูในช่วงนี้ก็จะเป็นสินค้าจำพวก น้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง สิ่งนี้แหละครับที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น


เครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่จะใช้แก้ปัญหาเงินเฟ้อในระบบนั่นคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายครับ เมื่อดอกเบี้ยนะโยบายสูงก็จะลดความร้อนแรงในการใช้จ่ายเงินลงได้ เช่นหากคนจะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือรถ ก็จะต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆในสภาวะตลาดร้อนแรงเช่นนี้ และเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆก็อาจจะก่อปัญหาฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจขึ้นมาได้อีก

ประเด็นก็คือหากควบคุมเงินเฟ้อเศรษฐกิจก็จะชะลอ และเมื่อเศรษฐกิจชะลอ กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ต้องปรับตัวลง ในมุมมองของผมนั้น อัตราเงินเฟ้อบ้านเรายังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือจีน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือประเทศคู่ค้าของเรานั้นมีสภาพเศรษฐกิจแบบไหนซะมากกว่า หากประเทศคู่ค้าของเรามีสภาพเศรษฐกิจที่ดี ก็ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจของบ้านเราดีตามไปด้วย

ผมมักจะดูสภาพเศรษฐกิจจากการอุปโภคบริโภคของพวกเรากันเอง แม้ผมจะได้ยินคนบางคนพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดี ของราคาแพง (ซึ่งถ้าเข้าใจหลักเงินเฟ้อแล้ว ก็คงฟังแล้วขัดๆกันแปลกๆ) แต่เท่าที่ผมเห็น มีรถยนต์ป้ายแดงออกมาวิ่งกันเกลื่อนถนนเลยครับ แล้วทุกๆคนลองสังเกตุดูรอบๆข้างระหว่างการเดินทางดูนะครับว่า สภาพเศรษฐกิจหรือการลงทุนในประเทศเรามีสภาพเป็นยังไงกันบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น