ในที่สุดการเลือกตั้งปี 2554 ของประเทศไทยก็จบลงที่ ประเทศไทยจะมีนายกหญิงเป็นคนแรก อย่างไรก็ตามก็ขอแสดงความยินดีและขอให้นักการเมืองทุกคนนำพาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรด้วยครับ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดทุนหลังจากการเลือกตั้งก็คงจะหนีไม่พ้นการเก็งกำไรบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งทำให้ผมนึกถึงบทความบทหนึ่งในหนังสือ Security Analysis ที่เขียนโดย Benjamin Graham ท่านได้แบ่งแยกการลงทุนออกมาเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ก็คือ Speculative (การเก็งกำไร) และ Investment (การลงทุน) สองคำนี้ได้สร้างความสับสนให้กับผู้ที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนหลายๆท่าน
ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปัจจัยสำหรับการลงทุนทั้งสองแบบ โดย การเก็งกำไรนั้นมาจากการดูปัจจัยทางตลาด (Market Factors) และปัจจัยสำหรับราคาในอนาคต (Future Value Factors) แต่สำหรับการลงทุนนั้นมาจากการดูมูลค่าพื้นฐานในปัจจุบัน (Instrinsic Value Factors) และปัจจัยราคาในอนาคต จะเห็นได้ว่าการลงทุนทั้งสองแบบนั้นจะมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ปัจจัยราคาในอนาคต ซึ่งมาจากการคิดคำนวนและคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท แต่ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนทั้งสองแบบต่างกันนั้นค่อนข้างจะแตกต่างชัดเจน
การลงทุน (Investment) นั้น จะดูอยู่กับสภาวะปัจจุบันของบริษัท เช่น วิสัยทัศของผู้บริหาร จำนวนหนี้สินหรือทรัพย์สินของบริษัท เป็นต้น ส่วนการเก็งกำไร (Speculative) นั้น จะดูปัจจัยที่เอื้อหนุนทางการตลาดของบริษัท ดังเช่น การคาดการณ์ว่านโยบายของรัฐบาลใหม่นั้นจะส่งผลประโยชน์กับบริษัทใดบ้าง
ที่ผมยกเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อเตือนสตินักลงทุนทั้งหลายที่กำลังจะลงทุนตามปัจจัยทางการตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า การลงทุนของท่านนั้นเป็นแบบใด เพราะหากนักลงทุนสามารถแบ่งแยกประเภทของการลงทุนได้แล้วก็ย่อมจะรู้ดีถึงจุดประสงค์ในการลงทุนนั้นๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือการเติบโตของประเทศเรานั้นคงจะได้รับผลกระทบจากสภาวะกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศพอสมควร เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุน นักลงทุนควรจะศึกษาสภาวะตลาดต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศของเราไว้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนักลงทุนเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น