จริงๆแล้ว Blog นี้ถือกำเนิดมาจากความคิดที่อยากจะรวบรวมไอเดียในการลงทุนในแบบต่างๆ เพื่อเป็นคลังข้อมูลและช่วยจุดประกายความคิดอีกด้วย แต่ว่าที่ผ่านๆมาเหมือนกับว่าจะเน้นไปถึงการวิเคราะห์แนวโน้มปัจจุบันซะมากกว่า ยังไงก็แล้วแต่หลังจากนี้จะพยายามไม่หลุดออกจากจุดประสงค์ที่ตั้งใจมากนักครับ ซึ่งข้อมูลที่ผมเอามาเขียนลงในนี้นั้น จะมาจากการความรู้ที่ผมได้ไปอ่านบทความหรือหนังสือต่างๆ แต่ก็อาจจะมีบางข้อมูลที่ผมสังเกตเองวิเคราะห์เอง ซึ่งอาจจะผิดได้ครับ ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆพี่ๆเห็นข้อผิดพลาด รบกวนแจ้งผมด้วยนะครับ จะได้เป็นการแก้ไขความเข้าใจผิดของผมและนำมาแบ่งปันกันต่อไปครับ
ช่วงที่สัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านและติดตามประวัติการลงทุนของนักลงทุนชื่อก้องโลก ที่เมื่อพูดไปนักลงทุนแทบจะทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของเขาแน่ครับ นั่นก็คือ Warren Buffett ในหนังสือชื่อ Buffettology ซึ่งเขียนโดย Mary Buffett ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงเทคนิคการลงทุนแบบ Warren
หลักการการลงทุนแบบ Warren นั้น หากลองไปหาบทความอ่านดูทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเอง ก็จะเจอข้อคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย บ้างก็ว่า Warren เน้นหุ้นปันผล ซึ่งหุ้นที่ทำกำไรสูงๆของเขาบางตัวไม่เคยจ่ายปันผลเลยสักครั้ง บ้างก็ว่าซื้อหุ้นที่ราคาถูก แต่ หลายๆคนก็ไม่รู้ว่า “ราคาถูก” นั้นคือราคาเท่าไหร่ก็แน่
ในหนังสือเล่มนี้มีเทคนิคการคัดเลือกหุ้นโดยวิธีการใช้ EPS (Earning Per Share) ซึ่ง Warren มักจะซื้อหุ้นที่มี EPS สูงๆ เทียบกับราคา แนวความคิดของเขาก็คือ เขาจะคิดว่า การซื้อหุ้นของเขาก็คือการลงทุนในธุรกิจชนิดหนึ่ง และ EPS ก็คือกำไรที่เขาได้มาจากการลงทุนในธุรกิจนั้น เช่น ถ้าหุ้นของบริษัทหนึ่งมีราคา 100 บาทต่อหุ้น และมี EPS อยู่ที่ 15 บาทต่อหุ้น ก็เท่ากับว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวนี้ เราจะสามารถทำกำไรได้ 15% ต่อปี
ผมประยุกเทคนิคนี้มาใช้ในการลงทุนของผมเองด้วย โดยสำหรับผมแล้วการลงทุนในหุ้นสักตัวนั้นผมอยากจะได้ผลกำไรมากกว่า 10% ต่อปี เป็นที่ตั้ง ซึ่ง rate นี้มาจากความพอใจของผมเอง โดยมีที่มาจากการคำนวณ compounding return เกิดผลสองเท่าตัวภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี และภายในเวลา 35 ปี ผมสามารถทำให้เงินงอกเงยขึ้นมา 32 เท่าตัว ฟังดูไม่เลวสักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ? ถ้าหากยังไม่เข้าใจหลักการของการทบต้นนี้ รออ่านบทความฉบับต่อๆไปนะครับ จากนั้นผมมักจะเอา EPS ของแต่ละบริษัทหารด้วย 0.1 (ซึ่งก็คือ 10%) หรือค่าที่มากกว่า และจะทำให้ได้ ราคาของหุ้นที่ผมจะเข้าซื้อ
หรือว่าเราจะใช้อัตราส่วน PER (Price per Earning Ratio) มาดูก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขของผมนั้นคือเป็นการพยายามหาหุ้นที่มี PER ต่ำกว่า 10 เท่า นั่นเอง แต่ PER นั้นก็จะมีข้อเสียในการดูการเติบโตของ EPS แต่ก็จะมีข้อดีในการรับรู้ถึงจากเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นเทียบกับ EPS
การใช้ EPS มาคำนวณหาราคาที่น่าเข้าซื้อหุ้นยังเป็นการลด Downside Risk ของเราได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ เนื่องจาก เมื่อเราซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำเอามากๆ โอกาสที่ราคาหุ้นจะลงไปต่ำกว่านั้นก็เป็นไปได้น้อยเอามากๆ ในขณะเดียวกันเมื่อเราซื้อราคาหุ้นที่สูงกว่าค่า EPS มากๆ (สำหรับผมคือน้อยกว่า 8%) ก็เป็นจุดที่แพงเกินไป หรือถ้าจะซื้อที่ราคานี้ ผมคิดว่าเอาไปลงทุนอย่างอื่นจะคุ้มกับค่าความเสี่ยงมากกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีที่ผมว่ามานั้นมีเงื่อนไขว่า อย่างน้อยบริษัทต้องมี EPS เติบโตไปเรื่อยๆ ตามราคาหุ้น ซึ่งการที่ EPS จะเติบโตได้นั้นก็ย่อมเป็นผลมาจากบริษัทที่พื้นฐานดี ซึ่งไว้บทความต่อๆไปผมจะพูดถึงการดูพื้นฐานบริษัทและการวิเคราะห์แนวโน้มของ EPS ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น