หากจะให้ยกตัวอย่างให้ชัดเจนก็คือก๊าซหุงต้ม ที่รัฐบาลมองว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หากแต่มีการบริโภคเพื่อใช้สำหรับหุงหาอาหารอย่างเดียว แต่ทว่าทุกวันนี้ก๊าซหุงต้มกลับมีการนำมาใช้เพื่อเป็นพลังงานสำหรับยานยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งครับ เนื่องจากทางรัฐบาลมีการบริการด้านขนส่งมวลชนอยู่แล้ว ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ส่วนตัวในท้องถนนก็ควรจะต้องแบกรับภาระมากกว่าคนที่ไม่ใช้ แต่ทว่ารถยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มนั้น กลับไม่ได้แบกรับภาระที่ว่าและโยนภาระไปให้ผู้อื่นที่ต้องเสียภาษีเพื่อนำไปจ่ายส่วนต่างของก๊าซหุงต้มในตลาด (เมืองไทยปัจจุบันต้องนำเข้าก๊าซหุงต้ม)
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ประชากรบางส่วนทำให้การพัฒนาต่างๆหยุดชะงักลง เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะใช้พลังงานแบบอื่นนอกจากก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันนี้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยของเราก็ลดลงเรื่อยๆทุกวัน และมีการวิจัยกันว่า เราจะได้ใช้ก๊าซธรรมชาติไม่ถึง 20 ปี ต่อจากนี้ ทำให้มีการไปหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งนำเข้ามาจากแหล่งที่อยู่ไกลๆ ซึ่งทั้ง 2 แหล่งนี้มีราคาสูงกว่าที่ขุดเจาะในประเทศเรามาก และก็เป็นสาเหตุให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นนั่นเอง
เราคงได้เห็นความพยายามในหลายๆประเทศที่จะหยุดความรุ่นแรงเหล่านี้ ซึ่งก็เพราะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยแรงขับดันจากราคาเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่านี้
สังเกตุได้ว่าปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าขยับขึ้นแท้จริงแล้วก็มาจากราคาต้นทุนที่ขยับขึ้นมา หากจะแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงได้นั้นจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขที่ต้นเหตุครับ แต่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของโลกแบบนี้ การกระจายความเสี่ยงให้ถูกวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญครับ อย่างไรก็ตามในความคิดของผม สถานการณ์ในแอฟริกาเหนือคงไม่ถึงขั้นนำไปสู่สงครามได้เนื่องจากหากเป็นเช่นนั้นแล้วก็คงจะเรียกได้ว่าเศรษฐกิจโลกคงจะถึงจุดวิกฤตอีกครั้งก็เป็นได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น