วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

Compounding Return

ผมเคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่จุดประกายความคิดผมได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็คือขอทานกับพระราชา ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่า พระราชาองค์หนึ่งได้ผลัดหลงเข้าไปในปีระหว่างล่าสัตว์ ได้ไปพบขอทานผู้หนึ่งเข้าจึงขอความช่วยเหลือจากขอทานคนนั้น ให้ช่วยนำทางตนออกไปจากป่าที เมื่อพระราชาออกมาจากป่าได้แล้วจึงอยากตอบแทนขอทานผู้นั้นที่ได้ช่วยชีวิตตน จึงคิดจะยกสมบัติส่วนหนึ่งในวังให้ขอทาน แต่ขอทานปฏิเสธและกราบทูลขอเป็นเงินเพียง 1 บาท และเพิ่มขึ้นสองเท่าในวันต่อๆมา เป็นเวลา สองเดือน พระราชาจึงตอบตกลง แต่ภายในเวลาไม่ถึง เดือนครึ่ง เงินในคลังก็หมดไปจากการจ่ายเงินให้กับขอทานผู้นี้
หากเราลองนำนิทานเรื่องนี้มาทำคิดคำนวณดูก็จะเข้าใจถึงมหัศจรรย์ของการทบต้น วันที่ 10 พระราชาจ่ายเงินเพียง 512 บาทให้ขอทาน แต่วันที่ 20 พระราชาจ่ายให้ขอทานถึง 524,288 บาท และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ หากเป็นวันที่ 60 (สองเดือน) พระราชาจะต้องจ่ายเงินประมาณ ห้าแสนเจ็ดหมื่นกว่าล้านล้านบาทแก่ขอทาน เงินจำนวนนี้ยังมากกว่างบประมาณประเทศของประเทศไทยหลายเท่าตัวมากครับ
การทำให้ Compounding Return ได้ผลออกมาชัดเจนนั้น มีอยู่สองปัจจัยหลักๆก็คือ 1.การเพิ่ม Return ต่อปีให้มากๆ กล่าวคือยิ่ง Return มากเท่าไหร่ ผลของการทบต้นก็ยิ่งเห็นผลชัดเจนมากเท่านั้น 2.ระยะเวลา วิธีนี้คือการ ใช้เวลามาช่วยในการเพิ่มช่วงเวลาการทบต้นให้ยาวขึ้น เพราะเมื่อมีระยะเวลามากขึ้นเท่าไหร่ การทบต้นก็จะชัดเจนขึ้นเช่นกัน เมื่อเราเปรียบเทียบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Compounding Return จะเห็นได้ว่า การเพิ่ม Return นั้นคงจะยากกว่าการเพิ่มเวลาแน่ๆ  ซึ่งหมายความว่า หากเราเริ่มต้นลงทุนเร็วขึ้นเท่าไหร่ ผลของ Compounding Return ยิ่งชัดเจนมากขึ้น

ผมลองทำการทดลอง Compounding Return ในอัตราต่างๆที่ต่างกันดู จาก 10% จนถึง 30% เพื่อศึกษาความแตกต่างของแต่ละอัตรา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 30% กับ 15% หากเป้าหมายของเราคือการเพิ่มมูลค่าของเงินต้น ให้เป็น สองเท่า จะเห็นว่า ที่อัตราผลตอบแทน 30% ต่อปี จะใช้เวลาเกือบสามปีเพื่อที่จะทำให้เงินต้นกลายเป็นสองเท่า ในขณะที่อัตราผลตอบแทน 15% ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่น้อยกว่า 30% อยู่ครึ่งหนึ่ง ใช้เวลาประมาณห้าปีเพื่อให้เงินต้นเพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่า ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว เวลามีผลมากกว่าตัวอัตราผลตอบแทนเสียอีก
ในขณะเดียวกันเมื่อมาคิดถึงดอกเบี้ยจ่ายบ้าง สมมุติว่าเรากู้เงินซื้อบ้าน เป็นเวลาหลายๆปี ลองใช้วิธีทบต้นไปคำนวณเงินที่คุณต้องเสียไปในการผ่อนดูครับว่าคุณจะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณเก็บเงินไปลงทุนให้เงินก้อนนั้นสร้างผลตอบแทนที่สามารถทบต้นได้แบบไหนจะดีกว่ากัน แต่บางครั้งความจำเป็นอาจจะมาบีบบังคับการใช้จ่ายเงินของเรา เช่น หากเราจำเป็นต้องหาที่อยู่อาศัย หรือ จำเป็นต้องมีรถยนต์เพื่อใช้ในการติดต่องาน ซึ่งถ้าเป็นความจำเป็น ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น