ในความคิดของผมข่าวตัวเลขเหล่านี้นั้นไม่สามารถสู้ได้กับข่าวทางด้าน ประเทศในกลุ่มยุโรป ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพา IMF ในการกู้ยืมเงินมาบริหารประเทศครับ จุดนี้แหละครับที่น่ากลัว เนื่องจากถ้าประเทศใดๆทำการขอความช่วยเหลือจาก IMF แล้ว คณะกรรมการจาก IMF จะเข้ามาจัดการระบบการเงินในประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงการขึ้นภาษี หรือ การควบคุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบถึงทุกๆประเทศครับ
อีกข่าวที่เป็นข่าวร้ายมากๆ คือ อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาขึ้นมาสูงเกินกว่า 10% แล้ว เนื่องจากราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น นี่เป็นสัญญาณอันตรายอันดับต้นๆของวิกฤตเลยครับ (ใครผ่านปีวิกฤตปี 40 มาน่าจะจำได้)
ช่วยวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เศรษฐวิบัติ ของคุณ Paul Krugman ซึ่งเป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงวิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง วิกฤตของ ปฏิหารแห่งเอเชีย ซึ่งมี ไทย มาเลเซีย และ อินโนนีเซีย ซึ่งสาเหตุของวิกฤตเหล่านี้ก็คือ การก่อหนี้มากเกินตัวของบริษัทต่างๆ ซึ่งสัญญาณต่างๆจะเห็นชัดเมื่ออัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาสูง เพราะรัฐบาลมีอาวุธอยู่อย่างเดียวที่จะสู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งนี้เองที่อาจจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ครับ เพราะ บริษัทที่ต้องการจะขยายกิจการก็จะต้องเจอกับอุปสรรคดอกเบี้ยซึ่งสูงเอามากๆ
อย่างไรก็ตามผมก็มีมุมมองด้านบวกกับตลาดในช่วงนี้อยู่เหมือนกันนะครับ ซึ่งก็คือ ปริมาณการซื้อขายของต่างชาตินั้นมีตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งถ้าเราดูแต่เพียงตัวเลขสุทธินั้นย่อมจะตกใจเป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะการขายของต่างชาตินั้นรุนแรงมากทีเดียว แต่ว่า หากเรามาดูแยกระหว่างการซื้อและการขายของต่างชาติ ตั้งแต่ปีใหม่มา
สุดท้ายนี้มีข้อคิดอยู่ข้อนึงครับ ตามทฤษฏี Elliot Wave เราไม่จำเป็นต้องนับคลื่นครับ แต่ตามทฤษฏีได้บอกไว้ว่าคลื่นขาขึ้นลูกสุดท้ายนั้นย่อมมากับ ความเชื่อมั่นสูงสุดของนักลงทุน ซึ่งจุดนี้เองหุ้นเก็งกำไรจะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนทั้งหลายเข้าไป
แล้วตอนนี้ทุกคนถือหุ้นหุ้นประเภทไหนกันอยู่ครับ?

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น