เนื่องจากตลาดในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนอยู่สูงเนื่องจากเพิ่งจะเป็นการเริ่มต้นของปี 2011 ซึ่งแนวโน้มของเศรษฐกิจในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเราจะสามารถเห็นดัชนีเป็นในลักษณะแกว่งตัวหรือที่เรียกว่า sideway นั่นเอง แต่ถ้าหากดูแนวโน้มความร้อนแรงของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียนั้นยังมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนหลายๆประเทศกำลังหามาตราการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป ทำให้อย่างน้อยต้นครึ่งปีนี้ตลาดยังมีแรงดันให้สูงขึ้นอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ร้อนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมานั่นเอง
ดังที่ผมเคยกล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ครับ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาอยู่ในสภาพปรกติแล้ว คงต้องบอกว่า ทั้งอเมริกาและยุโรปเป็นปัยจัยสำคัญ และยังมีอีกข้อครับ ซึ่งก็คือฟองสบู่ของเศรษฐกิจเอเชีย ภายในปีสองปีนี้เราคงจะได้เห็นภาพของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของประเทศเอเชียและการอัดฉีดเงินเข้าระบบของอเมริกาและยุโรปด้วยการขายพันธบัตรระยะยาว
ในช่วงเศรษฐกิจที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนย่อมเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เครื่องมือในการวิเคราะห์นั้น ทางทฤษฏีแล้วแบ่งได้เป็นสองวิธีหลักๆครับ ก็คือ Technical และ Fundamental ซึ่งแบบแรกนั้นจะเป็นการใช้ข้อมูลย้อนหลังในการวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตโดยไม่คำนึงถึงข่าวทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ในแบบที่สองนั้นจะใช้วิธีดูพื้นฐานของบริษัท นั่นก็คือ ยอดขาย กำไร หนี้สิน ทรัพย์สิน และดูอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งวิธีนี้ก็จะใช้ข้อมูลในอดีตบางส่วนเพื่อที่จะคาดคะเนถึงราคาในอนาคต
แต่สิ่งที่ผมสังเกตุครับ ราคาหุ้นในตลาดนั้นจริงๆแล้วเกิดมาจาก ปริมาณความต้องการซื้อ และ ปริมาณความต้องการขาย ล้วนๆครับ Technical และ Fundamental จะเป็นแค่เหตุผลในการชักจูงคนเข้ามาซื้อขายนั่นเอง ในความหมายนี้ก็คือ แม้ว่าหุ้นจะมีสัญญาณทาง Technical หรือ Fundamental ดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้านักลงทุนพากันเทขายหุ้น ราคาหุ้นก็ย่อมตกเป็นธรรมดา
ปัจจุบันมักมีผู้ลงทุนที่ใช้หลักการ Fundament Analysis ในการคัดเลือกหุ้นเพื่อดูสุขภาพของบริษัทและดูแนวโน้มในอนาคต แต่เวลาเข้าซื้อหรือขายเพื่อที่จะให้ได้ราคาที่ดีที่สุดนั้นมักจะต้องใช้ Technical Analysis เข้ามาวิเคราะห์กราฟ สำหรับผมวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยเนื่องจาก ข้อมูลที่ Technical ให้มานั้นย่อมมาจากการแปลพื้นฐานของบริษัท (Fundamental) เข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าซื้อโดยใช้ Technical ซึ่งมีการศึกษาพื้นฐานมาแล้วนั้นย่อมทำให้ข้อมูลถูกต้องมากขึ้น
แต่ วิธีนี้ก็ไม่ทำให้การวิเคราะห์เราถูกต้องเสมอไปครับ อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขาย หรือเรียกง่ายๆว่า อารมณ์ของนักลงทุนในขณะนั้น มีตัวอย่างง่ายๆอยู่อย่างนึงครับ วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาคงจะจำกันได้นะครับว่า ค่าเงินบาทเราถูกลดมูลค่ามาครึ่งนึงอีกที่แบงค์ๆแห่งก็ปิดตัวลง ทั้งนี้ทั้งนั้น Prof. Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 2008 ได้กล่าวไว้ว่า ตามทฤษฏีแล้วมูลค่าของเงินบาทควรจะลดมาเพียง 30% เท่านั้น และแบงค์หลายๆแบงค์ที่ไม่ได้มีหนี้เสียมากมายก็จะไม่เสียหายถึงขนาดต้องปิดตัวลง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่า "ความกลัว" ของนักลงทุนนั้นมีมาก ถึงขนาดว่า แห่กันไปขายเงินบาทและถอนเงินออกจากแบงค์จนทำให้ค่าเงินบาทถูกลดมูลค่ามากกว่าที่มันควรจะเป็นและส่งผลให้แบงค์หลายๆแห่งถูกเพิ่มหนี้จากการอ่อนตัวของเงินบาทอีกทั้งเงินฝากก็น้อยลงทำให้ต้องปิดตัวลงในที่สุด
ผมกำลังนึกถึงการใช้ปริมาณซื้อขายมาใช้ในการวิเคราะห์อยู่ครับ ซึ่งผมเชื่อว่าในตลาดคงมีบางคนสังเกตุเห็นจุดนี้และนำเครื่องมือนี้มาใช้วิเคราะห์แล้ว อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผมกำลังเก็บข้อมูลส่วนนี้อยู่ หากมีเรื่องน่าสนใจอะไร ก็จะนำมาเสนอต่อไปครับ อย่างไรก็ตามถ้าตลาดมีอารมณ์หวาดกลัวหนักๆ ซึ่งผมคิดว่าอย่างไรก็ตามคงไม่หนีปัยจัยที่กล่าวมาตอนต้นๆอย่างแน่นอน นักลงทุนอาจจะต้องขายหุ้นเสียก่อนแม้ว่าสัญญาณทาง Technical หรือ Fundamental จะดีอย่างไรก็ตาม

http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=18414
ตอบลบเงินทุนไหลออกนอกจริงหรือ น่าสนใจครับ